-148- พ่อแม่ยุคโมสาร์ตเอฟเฟคต์

-148-

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน

ไปจัดการล้างเว็บไซต์เก่าอันหนึ่งที่ทอดทิ้งมานาน

กะว่าจะเอาไว้เป็นเว็บไซต์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กๆ ที่โรงเรียนมาคุยกัน

เอารูปมาโพสต์

แต่ปรากฎว่ามีกระทู้ขายของเต็มไปหมดเลยต้องล้างบ้านก่อนเสีย

ระหว่างที่สำรวจดูว่าจะลบอันไหน ไม่ลบอันไหน

ก็เจอกระทู้หนึ่ง

มีคนมาโพสต์เรื่องโรงเรียนดังโรงเรียนหนึ่ง

มีความเห็นตั้ง 500 กว่าความเห็นแน่ะ

เริ่มแรกก็ลงรูปโรงเรียน พูดคุยกันในแนวทางที่ดี

แต่หลังๆ เริ่มมีคนมาพูดถึงข้อเสียของโรงเรียน

พ่อแม่หลายคนก็ไม่พอใจ ก็โต้กันไปมา

ก็เลยไปอ่านแบบผ่านๆ

ก็ไปสะดุดกับความคิดเห็นของผู้ปกครอง 2-3 ความเห็น

ไม่รู้ว่าจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า

ความเห็นหนึ่งเขียนไว้ประมาณว่า

.

.

"ได้ข่าวว่าครูคนหนึ่งยังไม่ได้ปริญญาเลย โรงเรียนรับมาสอนลูกได้ยังไงคะ

อย่างนี้จะทำให้มั่นใจในมาตรฐานของโรงเรียนได้ยังไง"

.

.

ก็มีคนมาตอบว่า

"ครูคนนั้นเป็นครูสอนดนตรีค่ะ กำลังเรียนอยู่ ถึงจะยังไม่ได้รับปริญญา

แต่ครูคนนี้เก่งมากนะคะ เล่นดนตรีเก่งมากเลย"

ก็มีผู้ปกครองคนอื่นมาแย้งอีกว่า

"ถึงจะสอนเก่งยังไง แต่ผู้ปกครองอย่างเราจะยอมได้ยังไงกันคะ

ถ้าลูกเราจะเรียนกับคนที่เก่งปฏิบัติแต่ไม่เก่งทฤษฎี ลูกเราจะได้อะไรกันคะ"

.

.

อ่านแล้วก็รู้สึกไม่ไหวจะเคลียร์

กับความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ยึดติดกับใบปริญญาแบบนี้จัง

.

.

ชีวิตของฉันคลุกคลีมากับคนมากมายที่ไม่ได้จบแม้แต่ชั้นมัธยมด้วยซ้ำไป

แต่กลับเป็นครูที่ยอดเยี่ยม เพราะประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาชั่วชีวิต

หลายคนเรียนจบชั้นป.4 แต่สอนคนมาแล้วหลายพันคน

หลายคนได้รางวัลศิลปินแห่งชาติเพื่อเชิดชูด้วยซ้ำไป

และด้วยเหตุที่ต้องไปสอน ไปบรรยายให้กับนักศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายครั้ง

ก็ทำให้ฉันรู้ว่า

ระดับการศึกษา ใบปริญญามันไม่ได้การันตีว่าคนๆ หนึ่งจะเป็นบุคลากรที่ดีได้

คนที่ไม่มีโอกาสเรียน ไม่มีโอกาสได้รับปริญญา

อาจจะไม่ใช่เพราะว่าเขาขี้เกียจ

อาจจะไม่ใช่เพราะว่าเขาโง่

อาจจะไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่เอาถ่าน

อาจจะไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นทรัพยากรที่ห่วยแตกของสังคม

แต่อาจจะเป็นเพราะความขัดสนทางการเงิน

อาจจะเป็นเพราะปัจจัยเงื่อนไขของชีวิตเขา

อาจจะเป็นเพราะเขามีจุดยืนของตนเองที่่แน่วแน่

อาจจะเพราะอะไรอีกมากมาย

.

.

การที่ตัดสินคนๆ หนึ่งที่ใบปริญญา

ฉันว่ามันเป็นความคิดที่โง่สิ้นดี

และที่น่าหัวร่อก็คือ....

ครูที่ยังไม่ได้ปริญญาคนนั้น สอนดนตรีให้กับนักเรียนชั้นอนุบาล!!!

สอนนักเรียนอนุบาลนะคะ ไม่ใช่สอนเด็กม.ปลายเพื่อจะเตรียมเข้าเรียนโรงเรียนดนตรี

ไม่ใช่ครูสอนวิชาคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะที่จำเป็นต้องมีใบรับปริญญารับรอง

ถามว่าเด็ก 3-5 ขวบเรียนดนตรี

ควรจะได้เรียนอะไรบ้าง

การสอนดนตรีให้กับเด็กเล็ก ก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้เขาเปิดใจ

ได้ซึมซับความไพเราะของดนตรี ได้รู้จักจังหวะของดนตรี

มากกว่าจะเริ่มขีดเส้นเขียนตัวเขบ็ดสองชั้นสามชั้นสี่ชั้นไม่ใช่หรือ?

.

.

แล้วอยากจะถามผู้ปกครองคนนั้นว่า

ถ้าเอาครูปริญญาตั้งแต่ตรีจนถึงเอกมาสอนดนตรีให้ลูกคุณซึ่งเรียนอนุบาลนี่

คุณกำลังคาดหวังอะไรจากการเรียนดนตรีของลูกคุณ?

คุณคาดหวังอะไรจากการสอนดนตรีของครูที่จบปริญญา?

.

.

ใบปริญญาหนึ่งใบ

มันจะเปลี่ยนชีวิตครูดนตรีคนหนึ่งให้กลายเป็นโชแปง

ในวินาทีที่เขายื่นมือไปรับใบปริญญาหรือไง?

ฉันไม่เถียงว่ายังมีวิชาอีกมากมายที่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาการันตี

โดยเฉพาะวิชาที่เป็นวิชาการ

แต่สำหรับวิชาชีพ หรือวิชาที่ต้องใช้ประสบการณ์ชีวิต

ใบปริญญามันไม่ได้สำคัญอะไรเลย

.

.

และที่สำคัญ

ความคิดที่เห็นว่าคนที่ควรให้ความเชื่อถือคือคนที่ได้ใบปริญญาเท่านั้น

มันเป็นความคิดที่น่ากลัวมาก

แสดงว่าคุณมองคนที่ไม่ได้ใบปริญญาประดับชีวิตเป็นคนอีกชนชั้นหนึ่ง

เป็นคนชนชั้นล่างที่ไม่มีค่า ไม่มีความสามารถ

เป็นคนที่ไม่ควรจะให้ความเคารพกระนั้นหรือ?

ถ้าหากพ่อแม่ที่มีความคิดอย่างนี้สอนลูก

ลูกเขาก็จะมองแต่คนที่อยู่ในระดับเดียวกันและสูงขึ้นไป

เหมือนที่เคยได้ยินพ่อแม่หลายๆคนพูดว่า

"ฉันจะเอาลูกเข้าโรงเรียนนี้ เพราะอยากจะซื้อสังคมให้เขา"

.

.

ฉันคิดว่าสังคมๆ หนึ่งมันไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้

โดยคนเพียงกลุ่มหนึ่ง ระดับหนึ่ง ชนชั้นหนึ่ง

แต่ทุกคนในสังคมมันต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน

คนแต่ละคนมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน

คนที่จนกว่า คนที่ไม่มีโอกาสได้ปริญญา

หรือคนที่รวยกว่า คนที่เรียนจบด็อกเตอร์

ก็สามารถทำสิ่งที่ตัวเองถนัดและช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไปได้เหมือนๆ กัน

.

.

แวบหนึ่งฉันก็คิดถึงข้อเขียนของคุณโตมร

ที่เคยเขียนเรื่องโมสาร์ตเอฟเฟคต์กับพระพุทธเจ้าขึ้นมาทันที

ฉันว่าพ่อแม่จำพวกนี้ตอนที่ตั้งท้องอยู่

คงจะเปิดเพลงโมสาร์ตกรอกหูทุกวันแน่ๆ

(ทั้งๆ ที่หลายๆ คนคงอ่านโน้ตดนตรีไม่เป็นเลยนั่นแหละ)

.

.

และอีกความคิดเห็นหนึ่งในกระทู้นั้น

เขียนด้วยความไม่พอใจว่า

"เห็นว่ามีครูบางคนในโรงเรียนพูดไทยยังไม่ชัดเลยใช่ไหมคะ"

(ประมาณจะต่อว่าว่า ทำไมเอาแม้วมาสอนลูกกูคะ)

อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

แต่ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าความฉลาดมันถูกประทานมาให้กับคนไทยเท่านั้น

:P

เพราะบังเอิญ มีพี่ที่ทำงานคนหนึ่งแกเป็นชาวม้ง

หรือที่ใครๆ เรียกว่าแม้วนั่นแหละ

จนทุกวันนี้แกยังพูดไทยไม่ค่อยชัดเลย

อู้เมืองก็ไม่ชัด

ฟังดูก็รู้ว่าเป็นคนชนเผ่า

บ้านพ่อแม่พี่แกยังอยู่บนดอยอยู่เลย

ก็ไม่ได้อะไรมากมาย

แค่พี่แกจบด็อกเตอร์จากอเมริกาแค่นั้นเอง

และก็เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ศึกษาในระดับประเทศแค่นั้นเอง

และก็บังเอิญแค่ถูกเชิญไปสอนนักศึกษาที่ wisconsin สามสี่เดือน

และเพิ่งกลับไทยมาไม่กี่วันนี้แค่นั้นเอง

.

.

ฉันก็เลยออกจะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นในกระทู้นั้นนะ

.

.

การเลี้ยงลูกนี่เป็นเรื่องยากจริงๆ นะ

ให้ลูกไปมากเท่าไหร่ คนเป็นพ่อแม่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าพอซักที

ทุกคนก็อยากจะให้ลูกได้ในสิ่งที่ดีที่สุดเหมือนกันนั่นแหละ

แต่ "สิ่งที่ดี" ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

.

.

เคยมีน้องคนหนึ่งโทรมาปรึกษา

ว่าทำยังไงดี ทุกวันนี้มีแต่คนพูดกรอกหูว่าเธอกำลังทำร้ายลูก

ถามว่าทำร้ายยังไงวะ

ก็เห็นออกจะส่งเสริมให้ลูกทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

ไปดูบ้าน ก็มีแต่สิ่งประเทืองปัญญาให้กับลูก

เข้าโรงเรียน ก็เห็นเลือกแต่โรงเรียนที่ดีๆ ให้กับลูก

น้องบอกว่า

คนรอบข้างว่าเธอว่าทำไมเอาลูกไปเข้าโรงเรียนสองภาษา

ทำไมไม่เอาไปเข้าโรงเรียนนานาชาติ

ในเมื่อลูกเธอเก่งภาษาอังกฤษ

ทำไมไม่ส่งเสริมลูก

.

.

ฉันก็เลยบอกน้องไปว่า

ถ้าอย่างแกทำร้ายลูกนี่ ชั้นคงเป็นอีแม่ใจยักษ์ใจมารไปแล้วว่ะ

ถามว่าการไม่ส่งลูกเรียนนานาชาตินี่มันทำร้ายยังไงวะ

ในเมื่อในครอบครัวก็พูดภาษาอังกฤษกันอยู่แล้ว

ลูกเธอพูดภาษาอังกฤษจะเก่งกว่าฉันแล้วด้วยซ้ำ

น้องบอกว่า ก็นั่นแหละ ทุกคนบอกว่าลูกเก่งอังกฤษต้องส่งเสริมสิ

ไม่ใช่เอามาอยู่โรงเรียนไทยอย่างนี้

ก็ถามว่า อ้าว...ในอนาคตลูกเธอจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนล่ะ

ถ้าอยู่เมืองนอกก็ควรต้องยิ่งเรียนรู้ภาษาไทย สิ่งไทยๆ

เพราะเขาจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ความเป็นไทยได้อีกเลยเมื่อพ้นจากวัยเรียน

น้องก็บอกว่า คนรอบข้างก็พูดว่า

ในอนาคตลูกเธอต้องไปอยู่เมืองนอกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาไทย

น้องก็แย้งคนพวกนั้นไปว่า ภาษาไทยน่ะยากจะตาย ต้องเรียนรู้ไว้

อย่างโคลงฉันท์กาพย์กลอนน่ะ ยากจะตาย ไม่ใช่จะอายง่ายๆ

คนรอบข้างก็จะบอกว่า

ชีวิตลูกแกจะให้อ่านโคลงฉันท์กาพย์กลอนเหรอยะ

.

.

ฉันก็เลยบอกน้องไปว่า

เฮ้ย แกบอกพวกนั้นไปสิว่า

ถ้าลูกแกโตเป็นหนุ่มเป็นนักธุรกิจ ต้องกลับมาทำงานที่เมืองไทย

แต่แม่งอ่านสัญญาภาษาไทยไม่ออกซักกะตัว

ต้องพึ่งพาคนอื่นซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหนเนี่ย

ถึงตอนนั้น ภาษาไทยมันสำคัญไหม?

.

.

สุดท้ายก็บอกน้องไปว่า

คนที่สำคัญที่สุดที่จะวางแผนอนาคตของลูกก็คือพ่อแม่เท่านั้นแหละ

ต้องเข้มแข็งในสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้

.

.

ในเรื่องการเรียนของลูก

ฉันเองก็ลังเล คิดกลับไปกลับมาไม่รู้กี่ร้อยรอบ

ขนาดลูกยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลนี่แหละ

บางครั้งก็กลัวเหมือนกันว่า

ถ้าลูกเรียนที่นี่จนถึงป.6

พอเขาจะเรียนต่อม.ต้น

เขาจะช็อกกับการเรียนที่แข่งกันเอาเป็นเอาตายในช่วงมัธยมไหม

หรือควรจะย้ายลูกไปเรียนโรงเรียนในระบบ

เพื่อให้เขาชินกับระบบการศึกษาของไทย

และชีวิตลูกก็จะออกมาตามบล็อกสำเร็จรูปเหมือนที่ฉันเคยเป็น

มีชีวิตที่โรงเรียน มีสังคมที่โรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ

ซึ่งมีทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์

แต่ละวันก็ต้องควักตังค์ให้อย่างต่ำก็ 20-30 บาท

เพื่อให้เอาไปซื้อข้าวกิน

ตอนเย็นลูกก็จะได้กำเงินไปซื้อลูกชิ้นปิ้ง น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบกิน

ก่อนจะไปเรียนพิเศษต่อถึงสองทุ่ม

ฉันกับพ่อไอ้ลูกหมาก็อาจจะต้องเปลี่ยนเวรกันไปรับลูก

รีบออกบ้านแต่เช้า เพื่อไปส่งลูกให้ลูกวิ่งเข้าโรงเรียน

ตอนเย็นก็อาจจะต้องซื้อมือถือให้ลูก

โทรบอกให้ลูกมายืนรอข้างถนนตรงนี้ๆ

.

.

ฉันก็ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอยากจะให้ชีวิตตัวเองกับลูกเป็นไปอย่างนั้นหรือ

ตอนนี้สิ่งที่พึงพอใจกับการที่ลูกเรียนที่นี่ก็คือ

ลูกมีความสุขกับการเรียน การทำกิจกรรมต่างๆ

มีความสุขกับคุณครู กับเพื่อนๆ กับพี่ๆ

ฉันเองมีความสุขกับการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่หลายๆ คน

บางครั้งนั่งคุยกันที่โรงเรียนจนถึงทุ่มครึ่งก็มี

ครูก็จัดการอาบน้ำให้ลูก หาข้าวให้ทานเรียบร้อย

มีความสุขกับการได้รู้จักผู้ปกครองเด็กๆ ในชั้นอื่นๆ และพูดคุยกันอย่างสนิทสนม

มีความสุขที่เห็นว่าผู้ปกครองหลายๆ คนมีฐานะร่ำรวย

แต่ทำตัวติดดินโคตรๆ

มีความสุขกับการที่ได้เห็นพัฒนาการของลูก

ได้เห็นการเรียนรู้อะไรที่รู้ว่าเขาเริ่มคิดเป็น มีกระบวนการคิด

มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีความ "เป็นคน"

.

.

แม้ว่ายังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง

กับการบริหารงานของครู พฤติกรรมบางอย่างของครูบางคน

แต่ ณ เวลานี้ก็ยังโอเคอยู่

แต่ก็ไม่แน่ ความคิดมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอีกเมื่อไหร่ก็ได้

ก็พ่อแม่มักจะแสวงหาแต่สิ่งดีๆ ให้ลูกนี่นะ

.

.

************************

เปลี่ยนโหมด

ไม่ได้บันทึกวีรกรรมของลูกพี่มานาน

แต่ก็เล่าให้เพื่อนๆ อ่านใน msn บางเรื่องก็จะลืมไปแล้วเนี่ย

บางเรื่องก็ไม่แน่ใจว่าเคยเขียนไว้ในไดหรือเปล่า

เดือนก่อน สมศ. มาตรวจประเมินโรงเรียน

ครูพรเล่าให้ฟังว่า คุณป้า สมศ. มาประเมินชั้นอนุบาล 2

ก็จะถามเด็กแต่ละคนว่า

"โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรคะ"

คนอื่นๆ ก็ตอบอยากเป็นโน่นอยากเป็นนี่

ลูกพี่อิฉันตอบว่า

"หนูอยากเป็นคนทำความสะอาดกับแม่ค่ะ"

--"

คุณป้า สมศ. คงคิดว่าแม่อยู่บริษัทรับทำความสะอาดแน่ๆ เลยว่ะเฮ้ย

มิหนำซ้ำ พอคุณป้าถามเพื่อรีเช็คอีกรอบ

ลูกพี่ก็ไม่ยอมตอบ บอกคุณป้าไปว่า

"ก็หนูตอบไปแล้วเมื่อกี้ไง"

คุณป้า สมศ. พยายามยังไง ลูกพี่ก็ไม่ยอมตอบเลย

ประมาณว่าก็หนูตอบไปแล้ว ถ้าไม่ฟังก็ช่วยไม่ได้นะคะ

0_0"

.

.

พอช่วงบ่าย เด็กๆ อาบน้ำเสร็จก็จะนุ่งผ้าเช็ดตัวมาในห้องเพื่อจะเปลี่ยนชุดนักเรียน

คุณป้า สมศ.ก็กำลังสัมภาษณ์ครูอยู่

หนูปุณณ์ลูกแม่เจินก็มาอวดคุณป้าว่า

"นี่ค่ะ หนูกลัดกระดุมเสื้อเองเป็นนะคะ"

ส่วนลูกพี่อิฉันก็มานั่งแหมะคุณป้า แล้วเอาแก้มไปถูแขนคุณป้าไปมาเหมือนแมว

ครูพรบอกว่า คุณป้า สมศ.ชอบใจเด็กๆ ห้องนี้มาก

บอกว่าไม่กลัวใครเลย

.

.

แล้วตอนที่กรรมการ สมศ. กำลังประชุมกันที่ศาลาริมสระเลี้ยงปลา

ห้องลูกพี่ก็ต้องลงไปวัดความสูงของต้นข้าวในนาที่อยู่ไม่ไกล

พอดีปูหนีบมือคุณครู คุณครูก็ร้องว้ายขึ้นมา เด็กๆ ก็ส่งเสียงกันเซ็งแซ่

กรรมการ สมศ.ก็เลยเดินไปดูว่ามีอะไรกัน

ก็เลยถามเด็กๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น

เด็กๆ ก็แย่งตอบว่าปูหนีบมือครูก้อยค่ะ/ครับ

พอคุณลุงคุณป้าซักโน่นซักนี่ เด็กๆ ก็ตอบมาฉะฉาน

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับชีวิตรอบตัว

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตประเภทต่างๆ

วัฎจักรชีวิต ห่วงโซ่อาหารและจินตนาการ

.

.

ซักหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

ฉันคุยกับพ่อไอ้ลูกหมาว่า

ไปเปิดเว็บดูเลขศาสตร์ กำลังดาวของชื่อลูกพี่เนี่ย

ความจริงก็เช็คมานานแล้วล่ะ

ผลของมันไม่ดีเลย

อยากเปลี่ยนชื่อเป็นภารดี พ่อจะว่าไง

สามีก็บอกว่า เออ ชอบๆ ชื่อนี้ก็รู้สึกดีเหมือนกัน

ลูกพี่ก็คงจะชอบและไปคุยฟุ้งว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นภารดี

เย็นวันหนึ่งไปรับลูกพี่ที่โรงเรียน

เธอไม่ยอมกลับบ้าน เล่นอยู่ที่บ่อทรายกับเพื่อนๆ อยู่นั่นแหละ

จนต้องเรียก

"สาวไหม กลับบ้าน เด็กหญิงภารดีกลับบ้านเร็ว"

เธอรีบวิ่งมาเลยแล้วบอกว่า

"แม่ขา หนูจะไม่เปลี่ยนชื่อเป็นภารดีแล้ว"

พอถามว่า ทำไมล่ะ เธอตอบว่า

"ก็โทบี้กับคริสไม่ยอมให้หนูเปลี่ยน"

ฟังแล้วก็ขำ ก็เลยบอกว่า

"อ้าว เกี่ยวอะไรกับโทบี้กับคริส มันเกี่ยวที่แม่นี่"

ลูกพี่ก็บอกว่า

"ไม่เอา หนูไม่เปลี่ยน ก็โทบี้กับคริสบอกสาวไหมว่า

'ซาวไม โท้บี่กับคริ้สไมย้ากให่ซาวไมเปลี้ยนชือเป่น พ้าราดี้'

โทบี้กับคริสบอกหนูยังงี้"

.

.

ก๊ากกก ฟังแล้วหลุดขำออกมาเลย

มันมีการเลียนสำเนียงของโทบี้กับคริสด้วย

โทบี้กับคริสเป็นเด็กแฝดชาวเยอรมัน เพิ่งมาเรียนได้เทอมหนึ่ง

และเพิ่งมาซี้กับสาวไหมไม่นานมานี้นี่เอง

สาวไหมก็ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนชื่อเพราะโทบี้กับคริสไม่ยอมให้เปลี่ยน

ก็เลยบอกไปว่า

"นี่ ระหว่างแม่กับผู้ชาย หนูจะเชื่อใครยะ?" !!

.

.

วันก่อน แม่ขวัญซึ่งเป็นรุ่นพี่เมเจอร์ของฉันเอง

พี่แกไปซื้อที่แถวๆ แม่ออนเจ็ดสิบกว่าไร่

ปลูกสวนมะนาว

ก็ชวนให้ไปเผาข้าวหลามกัน

มีครอบครัวแม่โอ๋ ครอบครัวแม่เชง

หลังจากเบี้ยวไปหลายหน ก็เลยชวนสามีไปกัน

 148 พ่อแม่ยุค มสาร์ตเอฟเฟคต์

ออกบ้านกันตอนบ่ายสามครึ่ง

แต่เวลาที่นัดกันน่ะ บ่ายสามโมงตรง!

กว่าจะไปถึงสวนก็เกือบสี่โมง

 148 พ่อแม่ยุค มสาร์ตเอฟเฟคต์

ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ

และไม่ได้ถ่ายรูปไว้ด้วย

แต่สนุกสนานกันมาก

สาวไหมไม่ได้เจอพี่เฟย์ พี่แฟรี่และพิกซี่นานเกือบปี

ก็ยังจำกันได้ และเล่นกันหนุกหนานมาก

ได้เล่นกับพี่เข้ม น้องคราม พี่ปั้น

ก็เล่นกันอย่างเป็นเพื่อนร่วมชั้นมาเป็นปีๆ

ทั้งๆ ที่ตอนอยู่โรงเรียนก็ไม่เคยคุยกันเลย

และเด็กๆ แต่ละคนก็เจ็บตัวกันไปคนละนิดคนละหน่อย

เริ่มจากพิกซี่เดินผ่านด้านหลังชิงช้าที่สาวไหมกำลังโล้อยู่

ขอบชิงช้าฟาดท้ายทอยไปโป๊ก

เลือดกระฉูด แตกกันไปรายหนึ่ง

อีกซักพัก

สาวไหมไปดูพี่ปั้น พี่เข้ม น้องครามตีกอล์ฟของเด็ก

เจอลูกกอล์ฟของพี่ปั้นหวดเข้าหน้าผาก เขียวอื๋อไปอีกคน

แต่แป๊บเดียวก็ลืม

เล่นกันจนมืด มีแค่ไฟแบตเตอรี่รถจักรยานส่องวอมแวว

กับแสงไฟจากกองไฟที่เผาข้าวหลามอยู่ห่างๆ

อยู่ที่สวนถึงสองทุ่ม

ก่อนจะกลับก็ถามสาวไหมว่า

สาวไหมไปนอนบ้านพิกซี่ไหม

เธอบอกว่าไปค่ะ

อ้าว..วุ่นล่ะสิ

พอจะแยกย้ายขึ้นรถ เธอเกาะประตูรถแม่เชงแน่นเลย

ไม่ยอมกลับรถตัวเอง บอกว่าจะไปนอนกับพิกซี่

จะไปเล่นกับพิกซี่

ร้องจนพิกซี่ร้องตาม

พอจับขึ้นรถได้ รถก็ตกลงมาพอดี

สาวไหมร้องไห้เกือบสิบนาทีจนผล็อยหลับไปทั้งน้ำตา

.

.

สาวไหมก็ยังคงมีคำศัพท์(จากทีวี)

มาให้แม่ขำอยู่เรื่อยๆ

วันก่อนก็บอกว่า "แม่ขาหนูอยากทำตุ๊กตาค่ะ

แต่ที่บ้านเรามีอุปกรณ์ไหมคะ

แม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์ก่อนนะคะถึงจะทำได้"

บางทีก็บอกว่า

"แม่ๆ หนูมีไอเดียล่ะ"

พอถามว่าไอเดียแปลว่าอะไร

เธอก็ตอบว่า "ก็แปลว่าคิดออกไง"

อืม..ก็ใกล้เคียงอ่ะนะ

.

.

สดๆ ร้อนๆ

เจียวไข่ให้เธอกิน เธอไม่อยากกิน

พอบอกว่าสาวไหมกินไข่ด้วย

เธอบอกว่า

"แม่ น้องไหมได้ยินข่าวบอกว่า ถ้าใครต้มไข่เองก็ต้องกินเอง

แม่ทอดไข่เอง แม่ก็กินเอง"

--"

.

.

นี่แหละน้า ไม่ได้เขียนบันทึกไว้ตอนที่จำได้

ก็เลยลืมไปหมดเลย

ก่อนจบไดวันนี้ ฝากลิงค์งานปิดก้าวย่างที่โรงเรียนลูกพี่ไว้ซะหน่อย

เห็นเด็กๆ แสดงกันแล้วก็ตื้นตันใจ

เพราะพี่ๆ ช่วงชั้นที่ 2 เป็นคนคิดพล็อต แต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด

ส่วนน้องๆ อนุบาลก็แสดงกันอย่างเต็มที่

เป็นการยืนยันว่า

การแสดงในงานโรงเรียนของเด็กๆ

ไม่จำเป็นต้องทาแก้มให้แดงเป็นตูดลิง

ไม่ต้องทาตาเขียวปี๋เหมือนนางตานี

ไม่ต้องทาปากแดงเหมือนกระสือถอดหัว

ไม่ต้องนุ่งกระโปรงชีฟองสั้นๆ เสื้อสายเดี่ยว รองเท้าส้นสูง

ไม่ต้องให้เด็กๆ มาเต้นใส่จริตเหมือนสาวโคโยตี่้

เด็กๆ ก็น่ารักของเขาเอง

และทำให้พ่อแม่ทุกคนปลื้มใจได้เหมือนกัน

http://www.pantown.com/board.php?id=16723&area=3&name=board2&topic=2&action=view

 

     Share

<< -147- ผักดอง-149- First Love and Last Kiss >>

Posted on Tue 29 Dec 2009 14:38

-154- ลองนับแคลลอรี่ดูวันแรก
-152- หายไปเสียนาน...จะเปลี่ยนคอนเส็ปต์ไดเป็นไดลดน้ำหนักแล้วนะเนี่ย
-151- รักไม่ช่วยอะไร(จริงๆ)
-150- รักไม่ช่วยอะไร
-149- First Love and Last Kiss
-148- พ่อแม่ยุคโมสาร์ตเอฟเฟคต์
-147- ผักดอง
-146- No Free Lunch...
-145- Happy Birth Day to you....baby
-144- ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียง 3 อาทิตย์จะมีอะไรเข้ามาในชีวิตมากมายขนาดนี้
-143- คงจะได้ฤกษ์หักดิบเกมส์ RC ก็คราวนี้


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

None can doubt the vetiacry of this article.
Rupa   
Fri 27 Dec 2013 12:24 [17]
 

Times are chgainng for the better if I can get this online!
Vijay   
Fri 27 Dec 2013 12:02 [16]
 

You've magnead a first class post
Arunpak   
Thu 19 Dec 2013 18:39 [15]
 

An ineltligent point of view, well expressed! Thanks!
Walter   
Sat 14 Dec 2013 23:27 [14]
 

Boy that relaly helps me the heck out.
Valentina   
Sat 14 Dec 2013 18:10 [13]
 

I hate my life but at least this makes it belarbae.
John   
Sat 14 Dec 2013 15:27 [12]
 

This piece was a lifkeacejt that saved me from drowning.
Arsen   
Sat 14 Dec 2013 14:52 [11]
 

That's an astute answer to a tricky quteison
Rosiane   
Sat 14 Dec 2013 13:19 [10]
 

Learning a ton from these neat arctelis.
Alexander   
Sat 14 Dec 2013 12:54 [9]
 

Ya learn sontheimg new everyday. It's true I guess!
Will   
Sat 14 Dec 2013 12:44 [8]
 

An inlgelitent point of view, well expressed! Thanks!
Gentil   
Fri 13 Dec 2013 17:44 [7]
 

You really found a way to make this whole prsecos easier.
Rian   
Fri 13 Dec 2013 15:44 [6]
 

You have the monopoly on useful in-'mrationfarenot monopolies illegal? ;)
Beatriz   
Fri 13 Dec 2013 14:36 [5]
 

Arltices like this are an example of quick, helpful answers.
Satoshi   
Fri 13 Dec 2013 14:05 [4]
 

Areiclts like this are an example of quick, helpful answers.
Manoel   
Fri 13 Dec 2013 14:01 [3]
 

ก่อนนี้เคยคิดว่าคนเข็นรถขายหมึกย่างคงมีแต่ที่จบประถม มัธยมเท่านั้น แต่ก็ได้รู้ว่ามีคนจบป.โทคนนึงมาเข็นอยู่หน้านิคม ด้วยเขามองชีวิตกับการศึกษาและหน้าที่การงานไม่เหมือนคนอื่น และวันก่อนพี่ข่างบ้านก็มาบ่นถึงลูกชายที่เขาสู้อุตสาห์ทำงานหนักส่งให้เรียนโรงเรียนดี ๆ ค่าเทอมแพงๆ จนจบไปได้ปริญญามาใบหนึ่งที่ยังคงหางานที่เหมาะสมกับระดับการศึกษาไม่ได้ซักที กับการที่ชั้นมีโอกาสทำมาหากินกับสถานที่ทำงานที่ไม่มีชื่อเรียกว่า office ก็ทำให้รู้ว่าอย่างชั้นเนี่ยะพึ่งผ่านวัยประถมวิชาการใช้ชีวิตมาไม่นานนี่เอง
พี่กิ่งกิ๊ง   
Mon 11 Jan 2010 23:49 [2]
 

ไดวันนี้ ถูกใจจริง ๆ
ทำไมคนเราต้องวัดคุณค่าของคนที่ใบปริญญาใบเดียว ทำไมต้องให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น
จริงอยู่ ที่บางที่ อาจต้องใช้ความพยายาม ความขยัน รับผิดชอบต่องาน เพื่อที่จะให้ได้มันมา
แต่ตอนนี้ เฮ้อ ถ้ามีเงินซะอย่าง มันได้มากันง่าย ๆ หมายถึงบางส่วนนะ ไม่ได้เหมารวม
เห็นบางคนจบปริญญา บวก ลบ เศษส่วน หรือเทียบบรรยัติไตรยางค์ ยังไม่เป็นเลย
ลป ผักดองเป็นไงบ้าง
Jessie   
Tue 29 Dec 2009 15:50 [1]