-144- ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียง 3 อาทิตย์จะมีอะไรเข้ามาในชีวิตมากมายขนาดนี้

-144-

ตั้งแต่อัพไดเรื่องปุ๋มเหม้นเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน

อีกสองวันหลังจากนั้น ปุ๋มเหม้นก็ตาย

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ปุ๋มเหม้นถึงตาย

อาจจะเพราะท้องอืดหรือเพราะความไม่สมบูรณ์ก็ไม่รู้ได้

ทั้งๆ ที่ปุ๋มเหม้นกินนมได้ดี ขับถ่ายได้ดี

แต่ใกล้เที่ยงคืนของวันที่ 3 ที่เอาปุ๋มเหม้นมาเลี้ยง

ปุ๋มเหม้นก็อ่อนแรง อ้าปากพะงาบๆ แล้วก็คอตกหมดลมหายใจไปในอุ้งมือ

ก่อนหน้านั้นสิบนาที เอะโทรมาหา

คุยได้แป๊บเดียวก็ตัดบทขอตัวไปดูปุ๋มเหม้น

แล้วปุ๋มเหม้นก็ตายไปซะงั้น

เลยมาเปิดเน็ท ออนเอ็มเพื่อจะส่งข่าวให้เอะ

แต่น้องอิงทักเข้ามาก่อน เลยเล่าให้อิงฟังเกือบครึ่งชั่วโมง

น้ำตาไหลแล้วไหลอีก เหือดแล้วเหือดอีก

โทรบอกเอะ ก็กลั้นน้ำตาไม่ได้

ร้องไห้โฮจนตัวสั่น

ร้องมันตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสอง

รุ่งเช้า...ไปถึงที่ทำงาน

เปิดพันทิพ เจอหลังไมค์จากนู๋พัทมาปลอบใจแล้วให้ลิงค์ไว้

พอคลิกเข้าไป เป็นกระทู้ที่เอะไปตั้งไว้ให้ในห้องแมว

บอกว่าพี่ผมไปรับลูกแมวมาเลี้ยงแล้วมันตาย ช่วยปลอบพี่ผมหน่อยครับ

อ่านแล้วก็ยิ่งตื้นตันกับสิ่งที่เอะทำให้

พอเล่าให้ใครๆ ฟังว่าปุ๋มเหม้นตายยังไง ก็น้ำตาคลอเบ้า

ใช้เวลาตั้งหลายวันกว่าจะหายโศก

.

.

หลังจากที่ปุ๋มเหม้นตาย ก็ให้ปุ๋มเหม้นนอนในกล่อง ห่มผ้าให้

เช้าขึ้นมา ก็ปลุกลูกพี่แล้วบอกว่าปุ๋มเหม้นตายแล้วนะลูก

เราไปฝังปุ๋มเหม้นกันเถอะ

สาวไหมเห็นปุ๋มเหม้นอนนิ่ง มีมดไต่เข้าปากก็ถามว่า

ทำไมถึงมีมดเข้าไปในปากปุ๋มเหม้นด้วยละคะ

ก็เลยบอกว่าก็ปุ๋มเหม้นตายแล้วไงลูก

.

.

พอขุดดินใต้ต้นจำปีจะฝังปุ๋มเหม้น

ก็บอกให้สาวไหมไปเก็บดอกกาสะลองมาใส่ไว้ในหลุมฝังปุ๋มเหม้นด้วย

กลบดินเสร็จแล้ว สาวไหมบอกว่า

ปุ๋มเหม้นนี่ดีจังนะ...ได้อยู่ห้องใต้ดินด้วย

ขอให้ปุ๋มเหม้นเป็นเด็กดีน้า เจอแต่คนดีๆ น้า

.

.

พอไปรับลูกพี่ตอนเย็น เธอก็บอกว่า

หนูเล่าให้ครูพร ครูก้อยฟังว่าปุ๋มเหม้นตายแล้วค่ะ

แต่สีหน้าเธอระรื่นมาก

จนกลับถึงบ้านก็มืดแล้ว

สาวไหมถามว่า

"แม่ขา หนูขอไปดูที่ฝังปุ๋มเหม้นหน่อยได้ไหมคะ"

ก็เลยบอกว่า "ไม่ไปแล้วลูก มันมืดแล้ว แล้วหนูจะไปทำไม"

สาวไหมบอกว่า "ก็หนูจะไปดูว่าปุ๋มเหม้นกระดุกกระดิกหรือยัง"

ก็เลยเรียกสาวไหมมาคุย

"ปุ๋มเหม้นตายแล้วนะลูก กระดุกกระดิกไม่ได้แล้วนะ ปุ๋มเหม้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว"

เท่านั้นแหละ สาวไหมทำหน้าตกใจเหมือนช็อคแล้วถามว่า

"แม่ขา แม่หมายถึงปุ๋มเหม้นลาก่อนเหรอคะ"

"ใช่แล้วลูก ปุ๋มเหม้นลาก่อนไปอยู่บนสวรรค์แล้ว"

สาวไหมนั่งแปะอยู่หน้าตู้เย็นแล้วก็ร้องไห้โฮเสียงดังจนตัวโยน

กอดสาวไหมไว้แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไรนะลูก ปุ๋มเหม้นไปสบายแล้วล่ะ

ปลอบกันตั้งนานกว่าสาวไหมจะหยุดร้องไห้

ก็เลยบอกว่าไปกินข้าวได้แล้ว

สาวไหมตะโกนเรียก

"แม่ขา แม่ป้อนข้าวหนูหน่อยได้ไหมคะ

หนูไม่อยากกินอะไรเลยเพราะหนูคิดถึงปุ๋มเหม้น"

--"

ก็เลยบอกว่า

"สาวไหม ก่อนที่ปุ๋มเหม้นจะลาก่อน ปุ๋มเหม้นฝากแม่บอกหนูว่า

ขอให้พี่สาวไหมกินข้าวเยอะๆ นะครับ กินเผื่อปุ๋มเหม้นด้วยนะ

ปุ๋มเหม้นไม่มีโอกาสได้กินข้าวแล้ว ขอให้พี่สาวไหมกินเผื่อปุ๋มเหม้นด้วย"

สาวไหมก็ยอมกินเพื่อปุ๋มเหม้น

.

.

ได้พาสาวไหมไปอยู่หาตากับยายสองหนในช่วง 2-3 อาทิตย์นี้

เย็นวันหนึ่งหลังจากที่สาวไหมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว

ฉันก็กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าจะเข้าไปห้องน้ำ

สาวไหมก็ถามว่า

"แม่ แม่อาบน้ำหรือยัง"

ฉันตอบไปว่า "กำลังจะอาบค่ะ"

สาวไหมก็ถามอีก "แม่อาบน้ำหรือยัง"

ฉันก็ตอบว่า "กำลังจะอาบนี่ไง"

สาวไหมก็ถามซ้ำอีก "แม่อาบน้ำหรือยัง"

ฉันก็เริ่มรำคาญก็เลยบอกไปเสียงดัง

"โอ้ย ก็บอกว่ากำลังจะอาบๆ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ไหม"

สาวไหมถอนหายใจแบบเบื่อๆ แล้วบอกว่า

"เฮ้อ..แม่นี่นะ หนูถามว่าอาบน้ำหรือยัง ถ้ายังก็ตอบยังสิ ฮึ่ย"

O_O

เออว่ะ...แม่ตอบผิด ตอบไม่ตรงคำถามใช่ไหมเนี่ย

เลยรู้สึกว่าสาวไหมจะไวกับเรื่องภาษา คำศัพท์พอใช้เลย

.

.

หลังจากที่ต่อล้อต่อเถียงกับสาวไหมเสร็จแล้วก็เข้าไปอาบน้ำ

กาละมังใส่น้ำอุ่นที่ผสมให้สาวไหมอาบเมื่อกี้นี้ก็ยังเหลืออยู่ ก็เลยตักอาบ

ยายได้ยินเสียงฉันตักน้ำอาบ ไม่เปิดฝักบัวก็เลยตะโกนมาว่า

"สาวไหม บอกแม่ซิว่าเมื่อกี้หนูนั่งอาบในอ่าง"

ฉันก็...หงะ..เหรอ ตะโกนถามสาวไหมว่า

"สาวไหม ตะกี้หนูนั่งอาบในอ่างเหรอ"

สาวไหมตอบมาเสียงใส

"ค่า...หนูฉี่ด้วย"

กรี๊ดดดดดดดดดด รีบเทน้ำทิ้งแทบไม่ทัน

.

.

อีกครั้งหนึ่ง พาสาวไหมไปหายาย

ยายเรียกกินข้าวเย็น สาวไหมก็กำลังวาดรูปเลยบอกยายว่า

"คุณยายไปกินก่อนเถอะค่ะ หนูกำลังมุ่งมั่นอยู่"

พอยายเรียกสองสามหน สาวไหมก็บอกอย่างรำคาญว่า

"โอ้ย คุณยายอย่ากวนประสาทสาวไหมสิคะ"

O_O

ยายเลยไม่รู้จะโกรธหรือจะขำดี

.

.

สองอาทิตย์ก่อน

จิตใจวุ่นวายกับมาสด้าสองมาก

คอนโซลน่ารักซะ อยากได้มาก

แต่พอไปลองขับ ความอยากลดลงครึ่งหนึ่ง

ตอนนี้ก็เลยมองไปที่ฟอร์ด เฟียสต้า กับ ซูซูกิ สวิฟท์แทน

แต่ก็นะ...ถ้าจะถอยจริงๆ ก็อาจจะเป็นแลนเซอร์ CNG

หรือไม่ก็ไม่ถอยเลย ไม่มีตังค์

.

.

สำหรับเรื่องใหญ่ที่เข้ามาในชีวิตช่วงนี้

ก็เป็นเรื่องที่ช็อคความรู้สึกมากกกกกกก เหมือนกัน

คนๆ หนึ่งที่เคยเห็นว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง มีหลักการ

มีความกระตือรือล้น เก่ง และดีกับเรามากกกกกกกกกกกกกกก

ไม่เคยคิดเลยว่าอีกมุมหนึ่งของเขาก็คือนาธานดีๆ นี่เอง

เขาหลอกทุกคน หลอกฉัน หลอกน้องคนสนิทของฉัน

หลอกอาจารย์ หลอกคณะ ทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ตัวเองได้จบไวๆ

และที่สำคัญ พอทุกคนจับโกหกได้

เขาก็ยังแถต่อด้วยสีหน้าที่ไม่มีความละอาย ไม่มีความรู้สึกผิดอยู่ในใจเขาเลยแม้แต่น้อย

.

.

จะเขียนบันทึกไว้ดีไหม

ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะเขียนเพราะเขียนไปก็เซ็งไป

แต่ถ้าเขียนไว้ก็เอาไว้เตือนใจตัวเอง เตือนใจคนอ่านก็น่าจะได้

และสำหรับบางคนที่พอจะรู้เรื่องก็จะได้กระจ่างเสียที

.

.

เรื่องของเรื่องคือ

ก่อนหน้าที่น้องชายคนสนิทของฉันจะกลับมาจากญี่ปุ่น

น้อง N.J. (นาธาน จูเนียร์)คนนี้ก็ติดต่อฉัน ขอให้คุยกับน้องชายฉันหน่อย

ว่าอยากจะให้น้องชายฉันเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ป.โทของเขาหน่อย

เพราะตามระเบียบจะต้องมีกรรมการที่เป็นคนนอกมหาวิทยาลัย 1 คน

ซึ่งจะต้องมีวุฒิ ดร. หรือ รศ. ขึ้นไป

ฉันก็ถามย้ำแล้วย้ำอีกว่า น้องชายฉันจะเป็นได้เหรอ เพราะคนละสายวิชากันเลย

N.J.ก็บอกว่าได้ ไม่มีปัญหา ฉันก็เลยให้เบอร์อีเมล์น้องชายฉันไปแล้วติดต่อกันเอง

และระหว่างนั้นฉันก็ยังคิดถึงเพื่อนๆ ที่เป็น ดร. อีกหลายคน

แต่ก็ติดที่ทุกคนเป็น ดร. ในมหาวิทยาลัยหมดทุกคนก็เป็นกรรมการไม่ได้

พอได้คุยโทรศัพท์ทางไกลกับน้องชายก็บอกน้องไปว่าจะเป็นได้เหรอ

ถ้าไม่อยากเป็นก็ปฏิเสธไป แต่สุดท้ายน้องฉันก็รับปากจะเป็นกรรมการให้

.

.

พอได้คุยกับ N.J. เขาบอกว่าน้องฉันจะต้องมาเป็นประธานกรรมการนะ

ฉันก็ตกใจว่าเฮ้ย น้องฉันเนี่ยนะ จะเป็นได้เหรอแล้วมันจะต้องทำอะไรมั่ง

N.J.ก็บอกว่า ก็เป็นประธานสอบไง เขาไม่อะไรมากมายหรอก

ก็มานั่งฟังผมพรีเซนต์งาน กินกาแฟ แล้วก็เซ็นให้จบ รับตังค์ ชิลๆ ขำๆ

พอได้คุยกับน้อง ถามมันว่ารู้ไหมว่าแกต้องเป็นประธานสอบ

น้องก็บอกว่า เฮ้ย เหรอ ไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะมันก็ผ่านการสอบมาหลายครั้งแล้ว

ก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง

และน้องชายฉันก็เล่าให้ฟังว่า

"เออ พี่ น้อง N.J. อ่ะแก้ซีวีเราว่ะ เราอึ้งเลย"

พอถามว่าแก้อะไรเหรอ น้องก็เล่าให้ฟังว่า

"ก็เราจะทำงานที่ญี่ปุ่นถึงสิงหาไง แล้วจะเริ่มงานในมหาลัยเดือนตุลา

ช่วงกันยาเราก็ไร้สังกัดแล้วน้อง N.J. ก็บอกว่าขอให้พี่อย่าบอกกรรมการคนอื่นว่า

พี่ไม่ได้ทำงานแล้วและจะทำอะไรต่อที่ไหน เราก็บอกว่า ในซีวีมันก็เขียนไว้แล้วนี่

ว่าพี่ทำงานถึงสิ้นเดือนสิงหา น้อง N.J. มันบอกว่า ผมแก้ซีวีให้เป็นทำงานถึง

ปัจจุบันแล้ว เราอึ้งเลยว่ะพี่ อะไรวะเนี่ย"

เออ...พี่มันก็อึ้งว่ะ

.

.

หลังจากนั้น ใกล้ถึงเวลาที่จะสอบ น้องชายฉันก็ยังเก็บของที่ญี่ปุ่นไม่เสร็จ

แต่ก็ต้องลนลานเก็บเพื่อกลับมาให้ทันเป็นประธานสอบวิทยานิพนธ์ตอนต้นเดือนกันยา

น้องฉันจะมาถึงบ้านเย็นวันอาทิตย์ มันโทรมาบอกว่าให้ฉันติดต่อ N.J.

เพื่อ print งานให้มันซักเล่มเถอะ ไฟล์ที่ส่งไปทางอีเมล์นั้น มันอ่านจากคอมพ์ลำบาก

N.J. ก็บอกว่าเดี๋ยวจะพรินต์ให้ แต่ก็หายไป

จนถึงเย็นวันพฤหัส โทรมาบอกฉันว่า พรุ่งนี้จะเอางานมาฝากให้ฉันเอาไปน้อง

ฉันก็บอกว่าเอามาให้ก่อนพี่ออกจากที่ทำงานละกัน

แล้วก็เงียบ

จนกระทั่งบ่ายสี่โมงเกือบครึ่ง

N.J. โทรมาบอกว่า พี่รอถึงหกโมงได้ไหม

ก็เลยแว๊ดไปว่า รอได้ไง ลูกฉันร้องไห้ตายอยู่โรงเรียนสิ

N.J.ก็บอกว่างั้นพี่ไปรับลูกมาก่อน แล้วช่วยแวะมาเอาที่ทำงานผมหน่อย

ฉันก็บอกว่า จริงๆ ที่อยากให้เอามาให้ก่อนสี่โมงน่ะ เพราะจะได้ไปรับลูก

แล้วก็แวะเอาไปไว้ที่บ้านของน้องชายเลย จะได้ไม่เสียเวลา

แต่นี่ก็เท่ากับว่าฉันต้องเสียเวลาย้อนกลับมาในมหาวิทยาลัยอีก

และต้องขับย้อนกลับไปบ้านน้องชายอีก ซึ่งบ้านน้องชายอยู่ใกล้โรงเรียนลูกฉัน

ฉันก็บอกว่า งั้น N.J.เอาไปฝากไว้ที่สนามบินเลยได้ไหม

N.J.ก็บอกว่า พรุ่งนี้ผมจะต้องพานักศึกษาไปทัศนศึกษาตั้งแต่ตีสี่แล้ว

ฉันก็เลยเอาวะ...ช่วยน้องมันหน่อย ก็นัดกันไว้หกโมงเย็นที่คณะของ N.J.

ไปรับลูกพี่จากโรงเรียน มาถึงคณะของ N.J. ตอนหกโมง

โทรหาเท่าไหร่ก็ไม่รับสาย

จนเกือบหกโมงยี่สิบ

โมโหมากว่านัดกันไว้แล้ว ทำไมไม่รับโทรศัพท์วะ

กดโทรศัพท์รอบที่ 20 N.J.ก็รับสายบอกว่ากำลังประชุมนักศึกษาอยู่

ฉันก็บอกว่า ปลีกตัวเอางานมาให้ก่อนได้ไหม จะได้รีบเอาไปส่งให้

N.J. ก็บอกว่ารอแป๊บพี่ อีกสิบนาที

ก็รออีกสิบนาที N.J. ก็ลงมา ฉันถามว่าไหนล่ะงาน

เขาก็ชูต้นฉบับเป็นกระดาษ A4 ที่ยังไม่ได้เข้าเล่มให้ดูแล้วบอกว่า นี่ไงล่ะ

ปรากฎว่า....ยังไม่ได้ xerox เลย

ต้องเอาไปทิ้งไว้ที่ร้านถ่ายเอกสารอีกสองชั่วโมงถึงจะได้

.

.

สรุปว่าวันศุกร์นั้น ฉันก็ไม่ได้เอางานไปไว้ที่บ้านน้องเพราะมันดึกแล้ว

วันอาทิตย์ก็ต้องขับรถอีก 30 กิโลจากบ้าน

เพื่อเอางานไปไว้ให้น้องซึ่งมันจะกลับมาถึงบ้านตอนสองทุ่ม

น้องชายฉันโทรมาหาตอนสามทุ่มบอกว่าถึงบ้านแล้ว เหนื่อยมาก

ยังไม่ได้อ่านงานเลยว่ะ พรุ่งนี้ต้องไปสอบตอนบ่าย

รีบเร่งกันหมดทุกคน

.

.

บ่ายวันจันทร์ น้องชายโทรมาหา

ฉันถามว่าที่สอบ N.J. เป็นไงบ้าง

น้องชายบอกว่า มติที่ประชุมก็ให้สอบใหม่ เพราะงานมันไม่ไหวอ่ะพี่

review literature กับทฤษฎีเยอะมากเกือบ 2/3 ของเล่ม

แล้วไม่มีการวิเคราะห์อะไรเลย มีแต่อ่านตาราง เดี๋ยวเขานัดสอบกันใหม่ทีหลัง

เพราะถ้าให้ทำเรื่องเป็นสอบตอนนี้มันจะมีผลเรื่องเวลาจบอะไรอีก

แล้วทาง N.J. ก็หายหน้าไปนาน

จนต้นเดือนตุลา ทางน้องชายฉันก็ยังไม่ได้บรรจุเป็นอาจารย์ซักที

เพราะความชักช้าของกระบวนการ

น้องฉันก็บ่นว่า "เออ แล้วการสอบใหม่ของ N.J. เมื่อไหร่จะได้สอบวะ

วันก่อนก็เอาเอกสารมาให้เราเซ็น บอกว่าเป็นเอกสารรับเงินกับใบจบ

เซ็นก่อนแล้วจะกำหนดสอบอีกสองสามอาทิตย์

ถ้าเกิดกำหนดสอบมันเลทไปกว่านั้นแล้วเราบรรจุแล้วจะทำไงละวะเนี่ย"

พอฉันได้เจอ N.J. ฉันก็ถามเขาว่า

"เออน้องพี่ถามว่าเมื่อไหร่จะสอบเนี่ย มันรออยู่"

N.J. ก็บอกว่า

"โฮ้ย..จะสอบอะไรอีกล่ะพี่ ก็เรียบร้อยไปแล้ว

ผมแก้งานเอาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่านแล้ว วันที่ 30 นี่อาจารย์จะคืนงานมา

ก็ทำเล่ม จบ"

ฉันก็สงสัยเลยถามว่า

"อ้าว ก็น้องพี่บอกว่ามติที่ประชุมบอกให้สอบใหม่นี่"

N.J. ก็หัวเราะแล้วบอกว่า

"ไม่ใช่แล้ว พี่เค้าเข้าใจผิดแล้ว พี่ คืออาจารย์ให้ผมแก้งานแล้วเอาไปให้ดู

ดร....ก็เซย์เยสแล้ว ดร.....ก็เซย์เยสแล้ว ไม่ต้องสอบ"

ฉันก็ถามว่า

"แล้ว ดร.......ล่ะ"

N.J. หัวเราะแล้วบอกว่า "ดร.....เหรอ ก็เซไปเซมาน่ะสิ"

.

.

พอได้คุยกับน้องชาย ฉันก็เล่าให้น้องฟังตามที่ได้ยินมา

น้องฉันก็ว่า

"เฮ้ย เราเข้าใจไม่ผิดนะพี่ อาจารย์อีกสองคนก็บอกว่าถือว่ายังไม่สอบน่ะ

จะจบได้ไงวะ งานห่วยขนาดนั้น"

แล้วน้องฉันก็โทรไปหา N.J. เพื่อถามว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่

และขอเบอร์อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาด้วย N.J.ก็ให้เบอร์อาจารย์ที่ปรึกษามา

และบอกว่าเดี๋ยวจะเอางานที่แก้ไขแล้วไปให้น้องฉันดู

แต่เวลาผ่านไป 3 อาทิตย์

N.J. ก็ไม่ได้ติดทั้งน้องชายฉันและฉัน

ระหว่างนั้น น้องชายฉันก็เริ่มร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล

ที่บอกว่าจะเอาหนังสือมาให้ดูก็หายไปเลย แถมยังบอกว่าเรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก

น้องฉันบอกว่า "จะจบได้ไงวะประธานสอบยังไม่เห็นงานเลย

ถ้างานที่แก้แล้วก็ยังแย่ เราไม่แย่เหรอ พี่ ลายเซ็นเราหราอยู่บนนั้น"

.

.

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉัน น้องชาย

และน้องอีกคนที่เพิ่งเป็นอาจารย์คณะที่ N.J. เรียนอยู่ก็คุยกันบ่อยมากถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

น้องที่เป็นอาจารย์คณะนั้นบอกว่าไปเช็คดูสถานภาพแล้ว ยังไม่จบนะ

ช่วงนี้ก็สามารถสอบถามหรือแก้ไขอะไรได้อยู่

น้องชายฉันก็เลยโทรไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาของ N.J. แล้วถามว่า

งานของ N.J. จะจบแล้วเหรอครับ ในเมื่อผมยังไม่ได้เห็นฉบับแก้ไขเลย

อาจารย์ที่ปรึกษาของ N.J. ก็บอกว่า

"เขาบอกว่าเอาไปให้อาจารย์และอาจารย์อีกท่านดูแล้วนี่ครับ

แล้วเขาบอกว่าจะรีบไปญี่ปุ่นจะต้องจบในเทอมนี้ให้ได้ ผมก็เลยดูผ่านๆ

ยังไงแล้วผมจะตามเรื่องให้"

น้องฉันก็ร้อนใจ โทรไปหาอาจารย์ที่สอบอีกคนหนึ่ง อาจารย์คนนั้นตอบมาว่า

"อ้าว เขาไม่ได้ให้อาจารย์ดูเหรอ ก็เขาบอกผมว่าอาจารย์อีกสองคนก็ดูแล้วโอเคแล้ว

ผมก็เลยดูผ่านๆ แล้วเซ็นให้"

.

.

อะไรวะเนี่ย น้องฉันก็เริ่มรู้สึกว่าถูกหลอกให้เซ็นใช่ไหมเนี่ย

จนวันอังคารหรือพุธที่ผ่านมา

ทางคณะนั้นก็โทรมาหาน้องชายฉันแล้วบอกว่าเงินค่าสอบโอนเข้าบัญชีแล้วนะคะ

น้องฉันก็ถามกลับว่า ยังไม่ได้สอบเลย โอนเงินมาให้ได้ยังไงครับ

สรุปว่า เริ่มรู้กันแล้วว่าโดนหลอก น้องฉันก็โกรธมาก

เริ่มร่างหนังสือร้องเรียนจะไปยื่นให้กับคณะนั้น

ฉันก็ปรึกษากับน้องอีกคนที่รู้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดว่า

เอาไงดีวะ พี่ควรทำอะไรดี เพราะพี่ก็สนิทกับน้องทั้งสองคนนี้

น้องคนนั้นบอกว่า ตอนนี้เราคุยกันเองตลอด แต่ N.J.ยังไม่รู้สถานการณ์เลย

ผมว่าพี่บอกเค้าดีไหมว่ายังไงให้ติดต่อกับน้องพี่ก่อน

อาจจะเป็นการสื่อสารอะไรกันผิดพลาดก็ได้ เราลองฟังทาง N.J. ดูด้วยดีไหม

.

.

เที่ยงวันพฤหัส ฉันเลยส่ง sms ไปบอก N.J. ว่าให้ติดต่อน้องชายฉันด่วน

เพราะน้องชายฉันมีปัญหากับวิทยานิพนธ์ของเขา

ตอนบ่าย N.J. โทรหาฉัน ฉันก็บอกว่าโทรหาน้องฉันเถอะ เพราะน้องฉันโกรธมาก

จนกระทั่งบ่ายสามโมง N.J. โทรมาหาฉันอีกครั้งแล้วบอกว่า

"พี่ว่างไหม ผมขอไปปรึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์ผมหน่อย"

ตอนนั้นฉันสัมภาษณ์เด็กที่มาขอฝึกงานอยู่ เลยบอกว่าประมาณสี่โมงเย็นละกัน

N.J. มาหาฉันตอนสี่โมงเย็นด้วยท่าทีลุกลี้ลุกรน

เขาบอกฉันว่า

"พี่ครับ ผมโทรไปหาน้องชายพี่แล้ว พี่เค้าไม่ยอมพูดกับผมเลย

เขาบอกว่าให้เรียกอาจารย์ที่สอบอีกสองคนมาคุยพร้อมหน้ากัน เขาถึงจะคุย

แล้วก็ให้ผมเตรียมตัวชี้แจงกับบัณฑิตวิทยาลัยคณะด้วย ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น"

ฉันก็เลยบอก N.J. ไปว่า

"พี่เค้าน่ะโกรธที่ไม่เห็นงานที่แก้ไขเลย แต่ทางคณะเธอโทรไปบอกว่าเงินค่าสอบเข้าแล้ว

แล้วหมายความว่ายังไงกัน แล้วที่เธอเอาใบไปให้เขาเซ็นก่อนแล้วบอกว่าจะสอบทีหลัง

แล้วก็ไม่มีการสอบเกิดขึ้น แล้วก็บอกว่าจบแล้วน่ะ ก็เหมือนหลอกให้เขาเซ็น"

 

N.J.ก็ยิ้มแล้วอธิบายให้ฉันฟังว่า

 

"โอ้ย พี่ พี่เค้าเข้าใจผิดแล้ว คือที่สอบตอนนั้นน่ะ อาจารย์ผมอีกสองคนเขาบอกว่า

ให้ไปแก้ไขตามที่คอมเมนท์ไว้ แล้วเอาไปให้อาจารย์ดู อาจารย์ผมก็บอกว่าให้แก้ไข

ตามที่อาจารย์แต่ละคนคอมเมนท์ แล้วตอนสอบน่ะพี่เค้าก็ไม่ได้คอมเมนท์อะไรเลย

อาจารย์ผมถามว่า อาจารย์มีปัญหาอะไรไหมครับ พี่เค้าก็บอกว่าไม่มีครับ ก็ถามแค่ว่า

ความสุขคืออะไร ให้อธิบายแค่นั้นเอง พอผมแก้ไขผมก็เอาไปให้อาจารย์ของผมดู

อาจารย์ผมก็โอเคแล้ว ไม่มีปัญหาทั้งสองคนก็เซ็นให้ผ่าน

แล้วเรื่องวันสอบน่ะ คือมันมีปัญหาว่าถ้าวันที่ผมสอบจริงน่ะ ถ้่าทำเรื่องว่าสอบวันนั้น

ผมจะต้องรีบส่งบทคัดย่อภายใน 7 วัน

อาจารย์ผมก็เลยตกลงกันว่าให้ไปแก้ไขให้เสร็จก่อน แล้วค่อยทำเรื่องสอบใหม่ทีหลัง

แต่ทีนี้การทำเรื่องสอบใหม่น่ะเป็นในทางเอกสารเท่านั้นเอง ในทางปฏิบัติคือ

ไม่มีการสอบอีกแล้ว สอบครั้งนั้นครั้งเดียวเท่านั้น พี่เค้าเข้าใจผิดไปมากเลย"

 

ฉันรับฟังแล้วก็เริ่มเอนเอียง คิดว่าคงจะจริง N.J. ก็พูดต่อว่า

 

"แล้วเมื่อกี้ที่พี่เค้าบอกว่าจะให้ผมไปเรียกอาจารย์อีกสองคนมาคุยกันน่ะ

ผมคุยกับอาจารย์ของผมแล้ว อาจารย์ผมบอกว่า 'ผมไม่รู้จักเค้า ผมไม่มี

อะไรจะคุยกับเค้า คุณรู้จักเค้าถึงได้เชิญมาเป็นประธาน คุณก็ไปเคลียร์กับเค้าเอง

ถ้าเคลียร์ได้แล้วก็ค่อยมาบอกผม' อาจารย์ผมพูดยังงี้ คืออาจารย์ผมไม่ยุ่งด้วย

แต่ทีนี้น้องชายพี่เค้าไม่ยอมคุยกับผมเลย ถ้าเรื่องมันไปถึงบัณฑิตวิทยาลัยเนี่ย

ผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องมันจะใหญ่ขนาดนั้นไหนนะพี่ ผมคิดว่าถ้าคุยกันเองได้ก็น่าจะคุยกัน

เพราะถ้าเรื่องมันใหญ่ไปแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าขั้นตอนจะเป็นยังไง

เรื่องมันไปถึงสภามหาวิทยาลัยแล้วหรือยัง ผมจะต้องไปขอถอนชื่อออกจากการอนุมัติจบ

แล้วต้องมาทำเรื่องขอเป็นนักศึกษาใหม่ เพื่อลงทะเบียนเทอมใหม่อีกหนึ่งหมื่นบาท

หรืออะไรอีกเยอะแยะ ตรงนั้นผมก็ไม่รู้"

 

ฉันก็บอกว่า แล้วทำไมไม่เอางานไปให้น้องฉันอ่านล่ะ

N.J. บอกว่า อ้าว ผมก็เข้าใจว่าพอเข้าเล่มเสร็จสมบูรณ์แล้วถึงจะเอาไปให้พี่เค้าไง

ฉันก็เลยแย้งว่า "เฮ้ย ถ้าเอาเล่มสมบูรณ์ไปให้เขาอ่านมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ

 ถ้าเขาบอกให้แก้ไขตรงไหน ก็ทำไม่ได้แล้วอ่ะ"

N.J. ก็บอกว่า ผมยอมรับว่าตรงนั้นน่ะผมก็ผิดจริงๆ ที่ไม่ได้เอาหนังสือไปให้พี่เค้า

แล้ว N.J. ก็บอกว่า

 

"ผมมีทางเลือกอีกทางที่น่าจะดีที่สุดก็คือ ถ้าผมเอางานที่แก้ไขแล้วไปให้พี่เค้าอ่าน

แล้วถ้าพี่เค้าอยากจะให้แก้ตรงไหน ผมก็แก้และทำให้สมบูรณ์อย่างที่พี่เขาต้องการ

ก็เท่ากับว่าสิบสองเล่มที่ผมส่งเข้าโรงพิมพ์ก็คือโละทิ้งไปเลย ผมยอมเสียเงินทำใหม่

พี่ว่าดีไหม ผมว่าก็วิน-วินนะ งานผมก็สตรองขึ้น พี่เค้าก็....."

.

.

น้องฉันจะวินตรงไหนเนี่ย....วีนแตกอ่ะสิ

.

.

ฉันก็เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวจะไปคุยกับน้องให้ละกันว่ายังไงให้มาคุยกับเธอ

แต่เผอิญจังหวะนั้น N.J.ก็มีโทรศัพท์เข้ามาพอดี ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงแว่วๆ มา

"น้องคะ พี่โทรจากคณะนะคะ น้องรู้เรื่องหรือยัง ตอนนี้อาจารย์.....เขาโทรมา

อาจารย์เขามีปัญหากับงานของน้องนะคะ อาจารย์ว่าจะมายื่นหนังสือร้องเรียนที่คณะ

พี่อยากให้น้องไปคุยกับอาจารย์ดีไหม ยังไงก็อย่าให้เรื่องใหญ่ถึงคณะเลย"

 

N.J. ก็ตอบพี่เลขาคณะไปว่า

 

"ครับ ทราบแล้วครับ ผมกำลังเคลียร์อยู่นี่แหละครับ กำลังคุยกันครับ"

 

โอ้โห....ฟังแค่นั้นฉันก็ฉุนขึ้นมาทันที และรู้สึกว่าได้เห็นธาตุแท้ของคนๆ นี้แล้ว

พอเขาวางโทรศัพท์จากสายนั้น ฉันก็บอกว่าเดี๋ยวจะโทรหาน้องชายละกัน

ฉันก็บอกน้องไปอย่างที่ N.J. อธิบายมา

ซึ่งน้องฉันบอกว่ายังไม่กลับบ้าน เพราะจะรอโทรฯ จากเลขาคณะ

ถ้ายังไม่ได้รับโทรฯ ก็จะยังไม่กลับ

ฉันก็เลยบอก N.J. ว่า

"น้องชายพี่ไม่ยอมคุยกับเธอ เขาบอกว่าจะรอโทรศัพท์จากเลขาคณะก่อน

เขาจะฟังคำตอบจากเลขาก่อนว่าจะจัดการยังไงให้เขา"

N.J. เริ่มมีสีหน้ายุ่งยากใจแล้วบอกว่า

"อ้าว ก็เมื่อกี้น่ะ พี่เลขาเขาโทรหาผม เขาบอกให้ผมเคลียร์กับพี่เค้าเนี่ย"

ฉันก็เลยอดไม่ได้ ตอกหน้าไปว่า

"อ้าว แล้วเธอไปบอกพี่เค้าทำไมว่ากำลังเคลียร์อยู่ กำลังคุยอยู่ พี่นะไม่ใช่น้องพี่"

N.J. สวนมาว่า

"ก็พี่เป็นคนประสานงาน"

อ้าววววววว.....เวรสิ ประสานงานบ้าบอไรวะ

แค่นี้ก็รู้สึกผิดจะแย่แล้วที่เป็นคนแนะนำน้องฉันให้รู้จัก N.J. จนต้องลำบากกันอย่างนี้เนี่ย

ฉันก็เลยเริ่มขึ้นเสียง

"เธอทำไม่ถูก ทำไมต้องไปพูดตีขลุมให้พี่เลขาเขาเข้าใจว่าเธอกำลังคุยกับน้องพี่ล่ะ

พี่ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรแทนเค้าเลยนะ แล้วเป็นไงล่ะ ตอนนี้น่ะน้องพี่มันรอโทรฯ

จากคณะอย่างเดียวเลย"

N.J. ก็ว่า

"พี่เลขาเขาก็รอคำตอบจากผมเหมือนกันเนี่ย ว่าผมเคลียร์กับน้องพี่ได้ยังไง"

ฉันก็เลยบอกว่า "ไม่รู้แหละว่ะ โทรไปบอกพี่เลขาให้โทรหาน้องพี่เลย

ไม่งั้นก็ไม่ต้องกลับบ้านกันซักคน นอกจากฉัน"

N.J. ก็เถียงว่า "อ้าว ผมจะบอกพี่เลขาได้ไง ก็เขาก็รอคำตอบอยู่"

ฉันก็เลยว่า "แล้วแต่สิ ไปโกหกเขาทำไมล่ะ ก็ลำบากอย่างนี้แหละ"

.

.

N.J.ก็เลยโทรหาพี่เลขา จะปั้นน้ำเป็นตัวยังไงไม่รู้ เพราะเดินไปคุยกันไกลเลย

แล้วมาบอกฉันว่า ขอฉันไปส่งเขาที่คณะของน้องฉันได้ไหม

ฉันก็บอกว่า ได้ บุกไปหามันเลยละกัน

แล้วฉันก็ไปส่งเขาที่หน้าคณะ แล้วก็ให้เขาขึ้นไปเอง

ช่วงเวลาที่เขาลงจากรถแล้วเดินไปตามฟุตบาทด้วยท่าทางของคนที่ไม่รู้จะจัดการ

กับเรื่องที่ตัวเองก่อขึ้นยังไงนั้น วูบหนึ่งฉันก็สงสารเขา

มาคิดถึงเรื่องดีๆที่เขาเคยทำให้ มันก็เป็นเรื่องดีมากๆ จริงๆ

แต่ในเรื่องนี้...ก็ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้

.

.

ตอนเย็น ก็นัดน้องชายมากินข้าวเย็นแล้วคุยกัน

น้องชายบอกว่าเขาบุกไปหาที่ห้อง โชคดีที่น้องฉันกำลังคุยกับหัวหน้าภาคอยู่พอดี

หัวหน้าภาคก็เลยมานั่งคุยด้วย

สรุปก็คือ น้องฉันยอมให้เขาเอาหนังสือมาให้ดูเช้าวันรุ่งขึ้น

ส่วนจะพอใจในงานหรือไม่ จะเซ็นให้หรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของน้องฉัน

.

.

เช้าอีกวันหนึ่ง

เก้าโมงกว่า น้องโทรมาบอกว่า

ทางคณะนั้นโทรมาเชิญไปคุยกันทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา เลขาคณะ และคนที่เกี่ยวข้อง

น้องชายแวะมาหาที่ทำงาน ดูตาแดงๆ เหมือนคนไม่ได้นอน

และท่าทางตื่นเต้นพอดู เลยบอกไปว่า

"อย่าใช้อารมณ์นะ คุยกันดีๆ ไม่งั้นเธอจะดูเป็นฝ่ายร้ายแทน"

.

.

สิบเอ็ดโมงกว่าๆ น้องชายโทรมาบอกว่าเดี๋ยวไปกินข้าวด้วย

แล้วเล่าให้ฟังว่า

สรุปว่า N.J. หลอกทุกคน พูดกับแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย

N.J. มาบอกน้องฉันว่าเซ็นก่อนแล้วจะนัดสอบทีหลัง

พอได้ลายเซ็นน้องฉันก็เอาไปให้อาจารย์ที่มาสอบสมทบแล้วบอกอาจารย์ว่า

"ประธานดูให้แล้ว โอเคแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรครับ ไม่ต้องสอบใหม่ก็ได้"

 อาจารย์คนนั้นก็ดูผ่านๆ แล้วเซ็นให้

เพราะเชื่อใจว่าผ่านประธานไปแล้ว และการสอบนั้นประธานจะเป็นคนที่สำคัญที่สุด

ถ้ามติของประธานเห็นว่าโอเคก็คือโอเค ไม่ต้องสอบใหม่ก็คือไม่ต้องสอบใหม่

แล้วเขาก็เอาลายเซ็นของอาจารย์ทั้งสองไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาแล้วบอกว่า

"อาจารย์สองท่านโอเคแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว ไม่ต้องสอบอีกรอบแล้วครับ

แล้วผมรีบไปญี่ปุ่นจำเป็นต้องจบเทอมนี้"

อาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยเซ็นให้

โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทำให้ N.J. ลัดขั้นตอนการสอบไปได้อย่างลอยนวล

เพราะไปหลอกอาจารย์ทั้งสามคน!!!!

.

.

ที่เด็ดกว่านั้นคือ เอกสารที่เขาเอาไปให้อาจารย์ทั้งสามเซ็นนั้น

ปกติจะไม่มีวันหลุดไปอยู่ในมือนักศึกษาได้เลย

เพราะทางคณะจะต้องจัดการให้อาจารย์เซ็นเอง

แต่เพราะคารมและท่าทางที่ดูดีมากกกกกกของเขา

เขาก็ไปบอกทางคณะว่าที่ทำเรื่องว่าสอบวันนั้นๆ ก็คือสอบลอยครับ

เพราะสอบครั้งแรกไปแล้ว

.

.

สรุปว่า ทุกคนทั้งเจ้าหน้าที่ ดร. ผศ. รศ. (ดีไม่ดีรวม ศ. ด้วยป่ะน่ะ)

ถูก N.J. หลอกกันหมด!!!

โอ้...ช่างกล้า

.

.

อาจารย์ที่ดูแลบัณฑิตวิทยาลัยของคณะนั้นพอทราบเรื่องก็บอกเลยว่า

ถอนเรื่องนี้ออกจากการประชุมของบัณฑิตวิทยาลัยในวันนี้เลย

เอาเข้าไปไม่ได้เด็ดขาด แล้วค่อยให้นักศึกษาลงทะเบียนใหม่

ทำเรื่องสอบใหม่ละกัน

.

.

ซึ่งกว่าที่จะลงทะเบียนใหม่ ทำเรื่องสอบใหม่

น้องชายฉันก็บรรจุเป็นอาจารย์ประจำไปแล้ว

หมดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการสอบแล้ว

ดังนั้น N.J. จะไปหาใครเป็นประธานสอบก็แล้วแต่

น้องชายฉันก็พ้นเรื่องทุกข์ใจไปได้

แต่ฉัน น้องฉันต่างก็เสียความรู้สึกกันไปตามๆ กัน

ฉันยิ่งเสียความรู้สึกมากกว่า

เพราะรู้จัก N.J. มานานและคิดว่าเขาเป็นเด็กดี ขยัน เก่ง

ซื่อสัตย์ ก็เคยเผลอการันตีเขาไปกับหลายคน

เสียหมด กู

.

.

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

หน้าตาท่าทางไม่ได้บ่งบอกถึงจิตใจและสามัญสำนึก

 

 

 

 

     Share

<< -143- คงจะได้ฤกษ์หักดิบเกมส์ RC ก็คราวนี้-145- Happy Birth Day to you....baby >>

Posted on Sun 22 Nov 2009 15:36

-149- First Love and Last Kiss
-148- พ่อแม่ยุคโมสาร์ตเอฟเฟคต์
-147- ผักดอง
-146- No Free Lunch...
-145- Happy Birth Day to you....baby
-144- ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียง 3 อาทิตย์จะมีอะไรเข้ามาในชีวิตมากมายขนาดนี้
-143- คงจะได้ฤกษ์หักดิบเกมส์ RC ก็คราวนี้
-142- จะเป็นใหญ่ ใจต้องเหี้ย(ม)
-141- อ้าว...ยังงี้เขาเรียกเลวนี่หว่า
-140- ลมหนาวโชยมา
-139- เพราะเกิดมาเป็นชนชั้นกลางค่อนข้างต่ำ


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

อย่าไปหงุดหงิดมากเลย คิดเสียว่ามันก็มีคนแบบนี้ในโลก มันถึงกลายเป็นโลกยุ่ง ๆ ใบนี้ไง มันเป็นดวงซวยของเราที่โคจรมาพบคนแบบนี้ เดี๋ยวเค้าก็ได้รับผลกรรมเค้าเองละน่า
Jessie   
Tue 24 Nov 2009 22:15 [5]

นัด แบบว่าเพิ่งได้ตั้งใจอ่าน 555 มหากาพย์มากแก แต่นะ สุดยอดเลยว่ะ
เคยเจอคนพยายามสอบทีซิสแล้วเอางาน ทีซิสของต่างประเทศมาแปลสอบ แล้ว ขอจบ แค่นี้ตรูว่าหลอกลวงแล้วนะเจอรายนี้ เครียดเลยหนักกว่า จบแบบนี้จะจบทำไมเนี้ย
เป้   
Tue 24 Nov 2009 15:56 [4]

อ่านแล้วอึ้งเลยพี่

จะจำไว้เป็นบทเรียน
ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามเซ็นเอกสารเป็นดีที่สุด
PIMU   
Mon 23 Nov 2009 0:19 [3]

แต่ก่อนเรื่องราวจะเคลียร์ ว่าเป็นไง

ได้รับคำสรรเสริญกันทั่วหน้า

คนหนึ่ง เซ็นเอกสารไป ไม่อ่านได้ไง
คนหนึ่ง มีส่วนรู้เห็นแบบนี้ป่าว ถ้า อ ไม่รู้เห็น เด็กจะทำได้ไง
คนหนึ่ง อุ้ยต้องแอบบลักเมาน้องเค้าแน่ๆ ตอนแรก

เสียกันโม้ดด

ปล เหตุการณ์ตอนนั้น เพราะครอบครัวเค้าดีตะหากพี่ เลยไปด้วยกันหมด ไอ้ทีเค้าบอกพี่ว่าจะโทรไปชวนอะไรก่อนหนะ แน่ใจเหรอ ว่าเค้าจะบอกกับที่บ้านแบบนี้
สุดๆ ละ   
Sun 22 Nov 2009 16:15 [2]

หน้าตาก็ไม่ดีพี่ ขอแย้ง

จะดูดีมาหน่อย ถ้าวันไหนโบ๊ะ บีบีครีม มั้ง


ปล ที่ บอก อ ที่ปรึกษาบอกว่ามาให้เคลียร์&#8203; พอถาม อ เค้าบอก ผมคุยกับเค้า ตอน สองทุ่ม ละบอกมาได้ไวหว่า ว่า อ บอกมาให้เคลียร์

นาหงุดหงิดกับมาตรการ ตรงนั้นนิดหน่อย เดี๋ยวคณะ เสียชื่อๆ ๆ ๆ เหม่ ดูมันง่ายไปหน่อย แบบ ก็ไ่ม่จบเทอมหนึ่ง ก็ลงทะเบียนเทอมสอง แล้วขอสอบใหม่ อึ้งงง
สุดๆ ละ   
Sun 22 Nov 2009 15:54 [1]