-131- คนเป็นแม่ที่ฉันทึ่ง

-131-

พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแม่แล้ว

ตั้งหัวไดอย่างนี้...ใครๆ ก็คงจะเดาว่า

ฉันต้องเขียนถึงแม่แน่ๆ

แต่ไม่หรอก...เขียนถึงแม่ตัวเองมันซาบซึ้งเกินไปหน่อย

เลยจะเขียนถึงแม่คนหนึ่งที่ฉันทึ่งและนับถือพี่แกมานานแล้ว

.

.

พี่สาวคนนี้เป็นคนญี่ปุ่นชื่อพี่มิชิโกะ

สามีชื่อพี่คัตสุยะ มีชื่อไทยว่าพี่ธนู

ฉันรู้จักพี่มิชิโกะครั้งแรก ตอนที่อยู่หอเต็มจิต

ส่องหน้าต่างตรงหัวเตียงก็จะเห็นคอนโดตรงกันข้าม

และห้องที่เห็นตรงหน้าก็คือห้องพี่มิชิโกะ

ที่สนใจให้ฉันมองก็เพราะเสียงเด็กที่แผดร้องมาเป็นระยะๆ

ก็เลยรู้ว่าคนในห้องนั้นมีลูกเล็ก

จนวันหนึ่ง

ฉันและพรรคพวกไปว่ายน้ำที่คอนโดนั้น

ได้เจอครอบครัวนี้พอดี

ก็เลยคุยกันแล้วก็รู้จักกัน

.

.

จากนั้นไม่นาน

พ่อของน้องเอ๊ดเป็นมะเร็งตับ

เอ๊ดอ่านหนังสือชีวจิตทั้งหลายเห็นว่าควรจะให้พ่อกินอาหารชีวจิต

แล้วในเมนูอาหารมีพวกสาหร่ายญี่ปุ่นด้วย

ก็เลยพาเอ๊ดไปปรึกษาพี่มิชิโกะ

.

.

ลูกสาวของพี่มิชิโกะชื่อน้องคาเร็น

ตอนที่เห็นครั้งแรกอายุไม่ถึงขวบ

พอมาเจอกันหลังจากนั้นอีกหลายปี

น้องคาเร็นอายุ 4 ขวบกว่า

และก็รู้ว่าพี่มิชิโกะมีลูกชายอีกคนหนึ่งชื่อชิมเป

ฉันได้แวะเวียนไปเยี่ยมพี่มิชิโกะอยู่บ่อยครั้ง

ตอนนั้นพี่มิชิโกะไปเช่าบ้านอยู่ที่หมู่บ้านหนึ่งแถวๆ นิมมานเหมินท์

พอขี่มอเตอร์ไซด์เข้าไปก็รู้สึกแปลกแยกทันที

เพราะหมู่บ้านนั้นเป็นหมู่บ้านค่อนข้างไฮโซ

บ้านแต่ละหลังจะมีรั้วเตี้ยๆ สีขาว

บริเวณบ้านกว้างขวางด้วยสนามหญ้าญี่ปุ่นสีเขียว

บ้านหลังใหญ่ๆ

ฉันไปถึงบ้านพี่มิชิโกะ ก็เห็นความแตกต่าง

.

.

สวนบ้านอื่นๆ ที่ปลูกหญ้าญี่ปุ่นคลุม

บ้านนี้มีสวนเป็นแปลงผัก ปลูกผักสารพัด

มีต้นลำไยด้วย

ได้คุยกับพี่มิชิโกะหลายๆ เรื่องแล้วทึ่งมาก

จนขอสัมภาษณ์ไปลงขวัญเรือน

.

.

พี่มิชิโกะเล่าให้ฟังว่า

ตอนที่ยังเรียนคอร์สเวิร์กป.โทอยู่นั้น

เป็นเวลาที่คลอดน้องคาเร็นพอดี

เวลาไปเรียนก็จะเอาน้องคาเร็นใส่รถเข็นไปด้วย

ถ้าคาเร็นตื่นในห้อง ก็ต้องให้กินนมไปด้วย

เป็นอย่างนี้จนจบคอร์สเวิร์ก

และหลังจากที่ย้ายออกจากคอนโดที่อยู่ตรงข้ามหอเก่าของฉัน

พี่มิชิโกะและพี่ธนูก็พาน้องคาเร็นไปอยู่ในหมู่บ้านกระเหรี่ยงที่อำเภอแม่วาง

พี่ธนูทำงานเป็นอาสาสมัครของไจก้า

มีหน้าที่ไปส่งเสริมการเกษตรให้กับชาวเขา

พี่มิชิโกะเรียนโทการศึกษานอกระบบ

เลือกทำ thesis เกี่ยวกับกระเหรี่ยง

.

.

พี่มิชิโกะเล่าว่า

พอเข้าไปถึงอำเภอแม่วาง

ตอนนั้นน้องคาเร็นอายุได้ขวบกว่าๆ

ชาวบ้านก็มาช่วยกันปลูกบ้านแบบกระเหรี่ยงให้ครอบครัวนี้

พ่อเฒ่าแม่เฒ่าชาวกระเหรี่ยงหลายคนน้ำตาไหลพรากที่ได้เห็นบ้านกระเหรี่ยงอีกครั้ง

ชีวิตประจำวันของพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้คือ

เช้าขึ้นมา พี่มิชิโกะจะหุงข้าวหุงปลาแล้วลงไปทอผ้า ผ่าฟืน

พี่ธนูก็จะไปทำนา เรียนรู้การเกษตรกับชาวเขา

พี่ธนูบอกว่า สิ่งที่เตรียมไปจะเอาไปสอน ไปส่งเสริมชาวเขา

กลับกลายเป็นว่าพี่ธนูไปเรียนรู้ภูมิปัญญาของเขามาแทน

ส่วนน้องคาเร็น

ก็จะมีเด็กกระเหรี่ยงห้าหกคนมาอุ้มไปเที่ยวป่า

เที่ยวเก็บลูกไม้หัวมันกินกันไป

พอน้องคาเร็นหิวนมก็จะพาออกจากป่ามาให้ดูดนมแม่

ปรากฎว่าน้องคาเร็นปากมอมกลับบ้านมาทุกวัน

พอกินนมอิ่ม พี่ๆ ก็จะแบกขึ้นหลังไปเที่ยวต่อ

บางวันพี่มิชิโกะออกไปบ้านอื่น

กลับมาก็จะเห็นชาวบ้านในหมู่บ้านมานั่งอยู่ในบ้าน

มาคอยดูว่าข้าวในกระบุงยังเหลืออยู่ไหม

ถ้าข้าวจะหมด ชาวบ้านก็จะเอามาให้

เรียกว่าบ้านทั้งบ้าน ไม่มีความลับอะไรเลย

ใครๆ ก็เข้าออกบ้านได้เป็นปกติ

.

.

พี่มิชิโกะและครอบครัวใช้ชีวิตอยู่กับกระเหรี่ยงที่อำเภอแม่วางได้ปีครึ่ง

ก็กลับญี่ปุ่น

ระหว่างนั้นก็ยังทำงานกับ NGOs ของญี่ปุ่นเพื่อพาผู้นำชุมชนที่ไทยไปดูงาน

พี่มิชิโกะก็ได้พาพ่อหลวงจอนิไปดูงานที่เมืองมรดกโลกที่ญี่ปุ่นด้วย

หลังจากนั้นอีกปีหนึ่ง

พี่ธนูได้โครงการที่ไทยอีก ก็เลยกลับมา

คราวนี้มาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ก็เลยเช่าบ้านที่หมู่บ้านนี้

.

.

พอมาอยู่เมืองไทยหนนี้

พี่มิชิโกะก็ท้องลูกคนที่ 2

ไม่เคยไปฝากท้องที่ไหน

เพราะรู้ตัวเองว่าสุขภาพแข็งแรงอย่างดี

กินให้ดี อยู่ให้ดีก็พอ

พอถึงเวลาคลอด

พี่มิชิโกะคลอดลูกคนที่ 2 ในห้องนอนที่หมู่บ้านกลางเมืองเชียงใหม่เอง

เพราะถือคติว่าในอดีตหลายร้อยหลายพันปี

ผู้หญิงก็คลอดเองได้ทั้งนั้น

มีพี่ธนูเป็นคนทำคลอดให้

แล้วตอนที่หัวของน้องชิมเปโผล่ออกมา

แล้วตัวไม่ยอมหลุดออกมา

หน้าน้องชิมเปก็เริ่มเป็นสีม่วงแล้ว

พี่มิชิโกะก็เริ่มหมดแรง

พี่ธนูก็ถามว่า คุณแม่ เอาไงดี ลูกยังออกมาไม่หมดเลย

ตอนนั้นเอง น้องคาเร็นอายุ 4 ขวบกว่า

ซึ่งคอยดูแม่อยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่แรกก็พูดขึ้นมา

น้องน่ารักจังเลย แม่

พี่มิชิโกะได้ยินน้องคาเร็นพูดอย่างนั้นก็ดีใจ

มีกำลังใจเบ่งน้องชิมเปออกมาจนได้

.

.

ฉันเอามาเล่าให้เพื่อนหลายๆคนฟัง

ทุกคนก็ทึ่งน้องคาเร็นมาก

เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะมีเด็กที่ไหนมองเห็นหัวทารกที่เป็นสีม่วงปนด้วยเลือดแดงๆ

แล้วยังบอกว่าน่ารักได้

.

.

หลังจากชิมเปคลอดมาได้ไม่นาน

พี่ธนูก็เอาสายสะดือของชิมเปไปใส่กระบอกไม้ไผ่

แล้วผูกไว้กับต้นไผ่ตามความเชื่อของกระเหรี่ยง

พี่มิชิโกะบอกว่า ตอนชิมเปคลอดใหม่ๆ หน้าเหี่ยวตัวเหี่ยว

ทุกคนก็เรียกว่า "พะติชิมเป"

แปลว่า ลุงชิมเป

น้องคาเร็นโกรธมาก ห้ามใครๆ เรียกน้องตัวเองว่าพะติ

ครอบครัวนี้ผูกพันกับกระเหรี่ยงมากจริงๆ

ขนาดชื่อน้องคาเร็น ก็มาจากคำว่า Karen

หรือชื่อกระเหรี่ยงในภาษาอังกฤษนั่นเอง

.

.

ฉันเจอพี่มิชิโกะอีกครั้งก็ตอนที่ชิมเปอายุได้ 6 เดือนแล้ว

เวลาไปเยี่ยมทีไร

ภาพที่เห็นทุกครั้งก็คือ

พี่มิชิโกะกำลังสอนหนังสือน้องคาเร็นอยู่

เพราะทั้งคู่ตกลงใจว่าจะทำโฮมสคูลให้น้องคาเร็น

ในมุมห้องของคาเร็น จึงเต็มไปด้วยภาพระบายสี

ภาพวาดโน่นนี่นั่นเต็มไปหมด

พอบ่ายแก่ๆ พี่ธนูกลับจากที่ทำงานก็จะมาเลี้ยงลูก

พี่มิชิโกะก็จะทำอาหาร

อาหารทุกวันก็จะเก็บจากแปลงผักข้างบ้านนั่นเอง

ทำเป็นอาหารญี่ปุ่นง่ายๆ น้องคาเร็นก็กินผักได้

ช่วยแม่ปลูกผัก ช่วยแม่เก็บผัก

พอกินข้าวเสร็จซักพัก

พี่ธนูก็จะเป็นคนอาบน้ำให้ลูกแล้วเข้านอน

พอเช้ามา พี่ธนูก็จะกินข้าวกันพร้อมหน้าแล้วออกไปทำงาน

พอพักเที่ยงก็กลับบ้านมากินข้าวที่บ้านแล้วกลับไปทำงานอีก

พี่มิชิโกะทำทุกอย่างในบ้าน

ทั้งงานครัว งานบ้าน เลี้ยงลูก สอนหนังสือ

บางวันถ้าเตรียมข้าวเย็นเสร็จเร็วก็ยังมีเวลาพาลูกไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านอีก

.

.

พี่มิชิโกะบอกว่า

ไม่ค่อยได้คุยกับคนในหมู่บ้านนี้เท่าไหร่

เพราะแต่ละคนก็ทำงานกันจนค่ำ

ที่เห็นบ่อยๆ หน่อยก็พี่เลี้ยงเด็กบ้านตรงข้าม

(ฮ่าๆ)

บ้านตรงข้ามพี่มิชิโกะมีลูกสองคน

ลูกแต่ละคนจะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลคนต่อคน

เช้ามา พี่เลี้ยงก็เป็นคนไปส่งไปโรงเรียน

เย็นมา พี่เลี้ยงก็ไปรับ พาเดินเล่น ทำกับข้าวให้

ส่วนพ่อแม่กว่าจะได้เห็นหน้าลูกก็คงตอนลูกหลับไปแล้ว

มีเวลาอยู่กับลูกแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์

.

.

พี่มิชิโกะเล่าว่า

บางทีเด็กๆ แถวๆ นั้นก็จะมาดูชิมเปแล้วเล่นกับคาเร็น

เด็กๆ ก็จะชินกับภาพที่พี่มิชิโกะเอาชิมเปใส่ผ้าแบกสะพายหลังเหมือนกระเหรี่ยง

พร้อมๆ กับที่ยืนอยู่หน้าเตา

หลายๆ ครั้งเข้า

มีเด็กคนหนึ่งถามพี่มิชิโกะว่า

"น้าครับ พ่อกับแม่ของน้องชิมเปไปไหนครับ"

ปรากฎว่าเด็กๆ พวกนั้นเข้าใจว่าพี่มิชิโกะเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปเสียนี่

เพราะเทียบกับครอบครัวตัวเองว่า

คนที่ทำกับข้าว ทำงานบ้าน เลี้ยงเด็กคือพี่เลี้ยง

ส่วนแม่.....ทำอะไร?

.

.

ในวันที่ฉันเป็นแม่คน

และมีลูกเพียงหนึ่งคน

เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงพี่มิชิโกะ

ก็ยิ่งทำให้ทึ่งว่าพี่มิชิโกะทำทุกอย่างนั้นได้ยังไงกัน

ทั้งต้องทำ thesis

ทั้งต้องเลี้ยงลูก

ทั้งต้องดูแลครอบครัว

ทั้งต้องสอนหนังสือลูก

ทำได้ยังไงกัน

และทัศนคติในการเลี้ยงลูกของพี่ทั้งสองคนก็น่าทึ่งมาก

ปล่อยให้ลูกอยู่กับดินกับทราย

ไม่ห่วงเรื่องสุขอนามัย

เคยมีเพื่อนญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่งมาเที่ยวเมืองไทย

แล้วลูกเขาเกิดเป็นอีสุกอีใสพอดี

จะเอาไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่ได้

จะพาไปหาใครก็ไม่ได้

เพราะคนอื่นๆ เขากลัวว่าจะเอาโรคไปติดลูกเขา

แต่พี่มิชิโกะบอกว่า เอาเด็กมาอยู่กับคาเร็นกับชิมเปก็ได้

เพราะถ้าติดโรคก็เป็นเลย ไม่ต้องเจ็บตัวฉีดวัคซีนอีก

แค่ดูแลอาการป่วยก็พอ

.

.

มาคิดตอนนี้แล้วก็ต้องร้องว่า เฮ้ย คิดได้ยังไง

ทำได้ยังไงกัน พี่

ทำไมปล่อยวางได้ขนาดนี้

.

.

และลูกๆ ของพี่มิชิโกะก็เป็นเด็กที่น่ารักมาก

น้องคาเร็นตอนที่เจอแรกๆ จะเขินอาย

ตามประสาเด็กโฮมสคูลที่ไม่ค่อยได้เจอคนเยอะ

แต่พอคุยกันซักแป๊บ ก็จะสนิทสนม

และสัมผัสได้ว่าน้องคาเร็นเป็นเด็กที่ดีมาก จิตใจอ่อนโยนมาก

อย่างครั้งหนึ่งตอนที่กินข้าวเย็นกัน

ฉันก็เล่าให้พี่มิชิโกะกับพี่ธนูฟังว่า

ตอนฉันเด็กๆ ตัวดำๆ เวลากินข้าวกัน

น้องชายเห็นหน้าก็จะร้องไห้ แม่ถามว่าร้องทำไม

น้องชายก็บอกแม่ว่า เกลียดพี่ หน้ามันดำ

พี่มิชิโกะ พี่ธนูก็หัวเราะ

แต่น้องคาเร็นฟังภาษาไทยยาวๆ ไม่เข้าใจก็เลยถามแม่

พอพี่มิชิโกะแปลให้ฟัง น้องคาเร็นก็มองหน้าฉันแล้วบอกว่า

"นัตโตะโอเน้จัง ไม่เป็นไรนะ ตอนนี้หน้าขาวแล้วนะ"

ได้ยินแล้วตื้นตันใจมาก

.

.

หรือแม้แต่ชิมเปตอนอายุใกล้ๆ ขวบ

พอฉันลากลับบ้าน

ชิมเปก็จะรีบเดินไปที่ตะกร้าผ้าอ้อมของตัวเอง

แล้วหยิบผ้าในตะกร้ามายื่นให้

พี่มิชิโกะบอกว่าชิมเปเลียนแบบแม่

เพราะเวลาใครมาบ้าน เวลาจะกลับ

ถ้ามีผลไม้อะไร พี่มิชิโกะก็จะขะยั้นขะยอเอาของให้กลับไป

ชิมเปก็เลยเลียนแบบ

และช่วงที่ชิมเปเริ่มพูดนั้น ลำไยต้นที่ปลูกหน้าบ้านก็กำลังสุกพอดี

เวลาใครมาบ้าน พี่มิชิโกะก็จะไปเก็บลำไยให้เขากลับไป

คำแรกที่ชิมเปพูดได้ก็คือ "ยำไย"

.

.

ครอบครัวนี้กลับญี่ปุ่นอย่างถาวรตอนที่ชิมเปอายุเกือบๆ สองขวบ

ตอนที่ไปส่งที่สนามบินเชียงใหม่

คนไปส่งนั้นหลากหลายชาติพันธุ์มาก

ทั้งไทย ญี่ปุ่น ฝรั่่งและกระเหรี่ยง

พี่มิชิโกะบอกว่ากลับญี่ปุ่นไปแล้วจะไปหาที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่งของครอบครัว

จะไม่อยู่ในเมือง

แต่ละไปอยู่ชนบท

.

.

เมื่อปีสองปีก่อน

อาอิ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของฉันเล่าให้ฟังว่า

ตอนที่กลับบ้านครั้งก่อน

ได้เห็นหนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ครอบครัวนี้

พี่ธนูกับพี่มิชิโกะไปอยู่ที่นางาโนะ

อยู่ในเขตชนบท

ทำฟาร์มเล็กๆ และมีหน้าที่คอยดูแลคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน

เพราะหมู่บ้านนี้จะมีแต่คนแก่เป็นส่วนใหญ่

คนหนุ่มสาวออกไปทำงานในเมืองกันหมด

เวลาคนแก่มีปัญหาสุขภาพ หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก็จะเรียกพี่ธนูไปช่วยเหลือ

ส่วนน้องคาเร็นไปเข้าโรงเรียนประจำ

โตเป็นสาวอายุ 15-16 ปีเห็นจะได้

ไม่แน่ใจว่ายังชอบม้าอยู่เหมือนเมื่อตอนเป็นเด็กไหม

ชิมเปก็สิบกว่าขวบ และพี่มิชิโกะก็มีลูกอีกคนหนึ่ง

แต่อาอิจำไม่ได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย

.

.

ฉันอยากจะติดต่อครอบครัวนี้เหลือเกิน

แต่ไม่รู้จะติดต่อทางไหน

เพราะพี่เขาเขียนจดหมายบอกทุกคนที่เมืองไทย

ตั้งแต่ตอนที่จะกลับแล้วว่าจะเลิกใช้อีเมล์

จะเลิกใช้ชีวิตที่อยู่กับเทคโนโลยี

จะอยู่ในชนบท ใช้ชีวิตอย่างคนชนบท

ที่ไม่ต้องมีเงินมากมาย ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ไม่ต้องมีพี่เลี้ยง มีแม่บ้านก็สามารถจัดการทุกอย่างเองได้สบาย

ไม่ต้องพึ่งพาโรงเรียนดังๆ แพงๆ ลูกของเขาก็จะเติบโตเป็นคนดีมีความรู้ได้

.

.

แล้วจะไม่ให้ฉันทึ่งคนเป็นแม่คนนี้ได้ยังไงกัน

 

     Share

<< -130- ผลงานศิลปะของเจ๊-132- ควายนอนบวก >>

Posted on Tue 11 Aug 2009 14:33

-136- เหงา....
-135- หลอกหลอน
-134- ใกล้ปิดปีงบประมาณซินโดรม
-133- ความภาคภูมิใจ
-132- ควายนอนบวก
-131- คนเป็นแม่ที่ฉันทึ่ง
-130- ผลงานศิลปะของเจ๊
-129- ผู้ชายกาแฟ
-128- นอนไม่หลับ
-127- กระเป๋าเอนกประสงค์
-126- กระเป๋าต่อผ้า hexagon


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

Thanks for shaginr. What a pleasure to read!
Maria   
Sat 14 Dec 2013 20:58 [13]
 

Your article was exellcent and erudite.
Zoya   
Sat 14 Dec 2013 18:00 [12]
 

That hits the target dead cenert! Great answer!
Eglhiton   
Sat 14 Dec 2013 12:24 [11]
 

I have exactly what info I want. Check, please. Wait, it's free? Awoesme!
Alexey   
Fri 13 Dec 2013 17:32 [10]
 

Awesome you should think of soimehtng like that
Laura   
Fri 13 Dec 2013 17:17 [9]
 

I waentd to spend a minute to thank you for this.
Abhi   
Fri 13 Dec 2013 16:53 [8]
 

Time to face the music armed with this great iniatmorfon.
Yoshiaki   
Fri 13 Dec 2013 15:55 [7]
 

แม่นัดเป็นแม่ที่ดีสำหรับสาวไหมทุกวันอยู่แล้ว...เชื่อดิ๊
แม่เจินของหนูปุญญ์   
Tue 25 Aug 2009 11:30 [6]

เป็นแม่ที่มองโลกในแง่ดีมากๆ

ชอบน้องชินเปที่ยกผ้าอ้อมให้พี่นัด จิตใจดีมาก

แต่ก็กลัวว่าถ้าลูกเราไม่รู้จักเทคโนโลยี แล้วจะใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริงได้ยังงัย รู้ไว้คงไม่เสียหายอะไร
PIMU   
Wed 12 Aug 2009 22:22 [5]

เป็นแม่ที่มองโลกในแง่ดีมากๆ

ชอบน้องชินเปที่ยกผ้าอ้อมให้พี่นัด จิตใจดีมาก

แต่ก็กลัวว่าถ้าลูกเราไม่รู้จักเทคโนโลยี แล้วจะใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริงได้ยังงัย รู้ไว้คงไม่เสียหายอะไร
PIMU   
Wed 12 Aug 2009 22:22 [4]

สุขสันต์วันแม่ด้วยคนนะนัด ในฐานะที่พี่ก็เป็นแม่ (ที่มีลูกชายกวนโอ๊ยทุกวัน) ครอบครัวคุณมิชิโกะ นี่ ทำให้รู้ว่า ชาติพันธุ์ไหน ๆ จากประเทศไหน ๆ จากดินแดนไหน ๆ ก็อยู่ร่วมกันได้ ถ้ามีมิตรจิต มิตรใจต่อกัน สะท้อนใจนะ เมื่อคิดว่า คนไทยอยู่ผืนแผ่นดินเดียวกัน กับฆ่ากันได้อย่างง่ายได้เพียงเพราะเลือกอยู่คนละฝ่ายเท่านั้น
นกยูง   
Wed 12 Aug 2009 8:25 [3]

อ่านแล้วขนลุกค่ะ

เรื่องราวคล้ายๆ ครอบครัวของน้องต้นข้าวที่ออกรายการ คนค้นคน เมื่อนานมาแล้วค่ะ อยากรู้ความเป็นไปของน้องต้นข้าวเหมือนกันนะเนี๊ย ป่านนี้เป็นยังงัยมั่งหนอ

ตั้งแต่นี้จะเป็นลูกที่ดีของแม่ และเป็นแม่ที่ดีของลูกเช่นกันค่ะ

ว่าแต่....แม่ที่ดีนี่ ปรี๊ดดด ลูกได้มั๊ยอ่ะคะ? แฮะ แฮะ
มนเต้น   
Tue 11 Aug 2009 16:44 [2]

แก แค่อ่่านตอนเริ่มต้นที่บอกเรียนไปเลี้ยงลูกไปฉันก็ทึ่งแล้วพออ่านจนจบ เอ้อ ตรู ได้สักครึ่งของเขาก็ยังดีว่ะ
เป้   
Tue 11 Aug 2009 16:11 [1]