-111- แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ

111

วันศุกร์

น้องต้นโทรมาตอนใกล้เที่ยง

บอกว่ากินข้าวหรือยัง เดี๋ยวจะไปรับ ขอคุยกับอาจารย์อีกแป๊บ

จากที่ท้องร้องจ๊อกๆ ว่าจะลงไปกินข้าวก็เลยต้องหิ้วท้องรอ

เที่ยงนิดๆ ต้นโทรมาบอกว่ามารอหน้าตึกได้เลย

รู้สึกรำคาญรองเท้าที่ใส่มา

ก็เลยเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบที่ทิ้งไว้ที่ทำงาน

พอเดินไปหน้าตึกก็เห็น prerunner เลี้ยวเข้าสถาบันมาจอดเทียบท่า

เปิดประตูรถเข้าไป น้องต้นบอกว่า

"วันนี้เราแต่งตัวคล้ายกันมากเลยนะพี่"

ฉันสวมเสื้อเชิ้ตโปโลสีแดงเลือดหมูของที่ทำงาน

กางเกงยีนส์สีน้ำตาลอ่อน รองเท้าผ้าใบ

น้องต้นสวมเสื้อเชิ้ตโปโลสีน้ำตาลอมแดง กางเกงยีนส์สีน้ำตาลเข้มกว่าฉันนิดหน่อย

และรองเท้าผ้าใบ

เออ คล้ายกันจริงๆ แฮะ

.

.

วันนี้ไม่ต้องคิดมาก

ไม่ต้องจอดตรงทางเข้าสถาบันเพื่อคิดว่าจะไปซ้ายหรือขวา

เพราะฉันอยากกินส้มตำมาหลายวันแล้ว

เราเลยมุ่งหน้าไปรวมใจไก่ย่าง

อยากกินยำปูหวาน

แต่เวลาเที่ยงๆ อย่างนี้

ที่จอดรถคงไม่มีแน่นอน

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่พอถึงร้านกาแฟวาวี เหลียวเข้าไปมอง

ก็เห็นที่จอดรถว่างหลายที่

เลยเกิดความคิดอันชั่วร้าย เลี้ยวเข้าไปจอดในร้านกาแฟนั่นแหละ

เพราะยังไง พอกินข้าวเสร็จ ก็จะมากินกาแฟอยู่ดี

แต่ตอนจอดรถแล้วเดินผ่านร้านออกมาข้างนอกนี่

รู้สึกผิดนิดหน่อยยังไงไม่รู้แฮะ

(เดี๋ยวพี่มากินกาแฟนะน้องนะ อย่าเพิ่งมอง)

.

.

ไปถึงร้านรวมใจไก่ย่าง

ก็ต้องอกหัก

เพราะยำปูหวานวันนี้ไม่มี

ฮือออ

เจ้าของร้าน(มั้ง)บอกว่าวันนี้มีเมนูพิเศษ

แกงเห็ดรวมแบบอิสาน

พอถามว่ามีเห็ดอะไรบ้าง

ก็มีเห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดอะไรไม่รู้ชื่อฝรั่งมาก

อืมมม...นะ จะเข้ากันไหมเนี่ย

แกงแบบอิสาน

ถามต้นว่ากินแกงเห็ดไหม

ต้นบอกว่า ไม่เท่าไหร่อ่ะ เห็ดเนี่ย

ว้า....งั้นก็ไม่สั่ง

เราเป็นมนุษย์คนละสปีชี่ย์กันจริงๆ

เพราะฉันชอบเห็ดมากที่ซู้ดดดด

.

.

กินส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ยำหอยแครงกันไป

ก็เล่าให้ต้นฟังถึงตอนที่สอนภาษาไทยเด็กพละศึกษา

เล่าไปเล่ามา อ้าว เด็กที่เคยสอนมันรุ่นเดียวกันกับต้นนี่นา

ปรากฎว่าเด็กที่ทำฉันปวดกะโหลกที่สุดก็เป็นรูมเมทของต้นสมัยเรียนนั่นแหละ

ที่เล่าให้ฟัง

ก็เพราะว่าคืนก่อนหน้านั้น

ขณะที่กำลังทาสีห้องนอนเล็กอยู่

ก็ดันคิดถึงเด็กๆ กลุ่มนี้ขึ้นมา

.

.

เด็กๆ พละศึกษากลุ่มนี้เป็นเหยื่อกลุ่มที่ 2 ที่ฉันต้องสอนภาษาไทย

ตอนประชุมอาจารย์ผู้สอน

อาจารย์ผู้ใหญ่หลายคนก็พูดขึ้นมาว่า

ถ้าเป็นไปได้ ขอไม่สอนเด็กพละศึกษานะ

ไม่มีแรงจะไปสู้รบปรบมือกับมัน

ประมาณว่าถ้าเด็กพละศึกษาลงทะเบียน section ไหน

ก็เป็น section ปราบเซียนว่างั้น

.

.

และอาจารย์พิเศษที่ไร้ประสบการณ์อย่างฉันนี่แหละ

ที่ถูกหวย

.

.

ตอนที่สอนนั้น

เป็นเวลา 8 โมงเช้า

เด็กๆ จะเข้าห้องมากันตั้งแต่ 8 โมงจนถึง 8 โมงครึ่ง

บางคนก็เข้ามาเกือบๆ 9 โมง

หลายคนเข้ามาก็ตั้งตาหลับ

เพราะเด็กๆ พวกนี้เป็นเด็กปีหนึ่ง

พี่ๆ จะปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปวิ่งรอบมหาวิทยาลัย

แล้วต้องไปว่ายน้ำ อะไรก็ไม่รู้

กว่าจะได้มาเรียนก็เหนื่อยอ่อนกันหมด

และฉันก็ต้องสอนเด็กๆ พวกนี้

มีเด็กจากเมเจอร์อื่น คณะอื่นมาสอดแทรกอยู่ไม่ถึง 5 คน

ที่เหน็ดเหนื่อยก็คือ

เพราะเด็กๆ มันหลับไป

สอนอะไรก็ไม่เข้าหัว

ก็ต้องทวนแล้วทวนอีก

และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชาย

บางคนจบมาจากโรงเรียนพละโดยตรง

เรื่องวิชาการนี่...แทบไม่เข้าหัว

มีนักศึกษาอยู่คนหนึ่ง

จริงๆ ก็เป็นน้องจังหวัดด้วยแหละ

สอนมาจนค่อนเทอม

แล้วฉันถามคำถามอะไรไปคำหนึ่ง

เขาตอบกลับมาชนิดที่ทำให้ฉันเข่าอ่อน

เพราะมันบอกว่าเขาไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ไอ้ที่เรียนๆ มาทั้งเทอมน่ะ

และเด็กคนนี้ก็คือรูมเมทของน้องต้นนั่นแหละ

.

.

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

ชื่อเล่นจริงๆ คงจะชื่อส้มมั้ง แต่รุ่นพี่เขาตั้งชื่อว่า

"ส้วม"

ส้วมเป็นเด็กน่ารัก แก่นๆ ห้าวๆ ตามประมาณเด็กพละ

แต่เวลาที่ส้วมเขียนไดอะรี่ส่งฉันทุกอาทิตย์

เขาจะบันทึกเรื่องราวความรักเล็กๆ ของเขาที่แอบรักเพื่อนมาให้ฉันอ่าน

ตอนที่ฉันสอนภาษาไทยนั้น

ฉันแอบเอาการสอนของอาจารย์ป๋ามาใช้

โดยให้นักศึกษาเขียนบันทึกหรืออะไรก็ได้มาส่งทุกปลายสัปดาห์

มีคะแนนให้ 5 คะแนน

ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากมาย

แค่อยากให้พวกเขารู้จักที่จะเขียนอะไรบ้างแค่นั้นเอง

แต่เด็กๆ ส่วนใหญ่ก็น่ารักมาก

เขียนบันทึกเรื่องราวชีวิตมาให้ฉันอ่านกันยาวๆ

ฉันอ่านแล้วก็คอมเมนท์ตอบกลับทุกคน

พวกเขาก็จะดีใจที่ฉันอ่านและคอมเมนท์เขา

หลายคนก็เริ่มเขียนเล่าถึงความรู้สึกในใจ

เหมือนอย่าง "ส้วม"

ส้วมมักจะเขียนเล่าให้ฉันอ่านถึงความรักที่แอบซ่อนอยู่ในใจ

เพื่อนที่หน้าตาดีที่สุดในเมเจอร์ของเธอ

ฉันก็แอบให้กำลังใจส้วมไปทุกครั้งที่เธอเขียนเล่าแกมปรึกษาถึงความกลัดกลุ้มในใจ

.

.

มานึกๆ ตอนนี้

ถ้าต้องสอน จะให้ทำเหมือนตอนนั้นไหม

ก็คงจะลำบาก

เพราะอายุที่มากขึ้น เวลาที่มีน้อยลง

คงไม่สามารถจะทำอะไรที่ละเอียดเยอะแยะมากมายขนาดนั้นอีก

.

.

ในรุ่นนี้ มีเด็กไม่กี่คนที่ฉันยังจำหน้าได้ชัดเจน

สิทธิพร คือหนึ่งในนั้น

เขาเป็นนักศึกษาชาย ตัวผอม สูง

หน้าตอบ ตาลึก ฉันว่าเขาเหมือนลูกครึ่งนะ

ประมาณฮิวโก้ตอนโทรมๆ (เอ๊ะ ยังไง)

(แต่น้องต้นบอกว่า ลูกครึ่งอะไร เหมือนโจรใต้ล่ะไม่ว่า)

สิทธิพรเป็นเด็กกรุงเทพ

เงียบๆ ง่วงๆ หน้ามึนๆ ตาลึกๆ โหลๆ อยู่ตลอดเวลา

ตอนที่สอนได้ค่อนเทอม

และฉันสอบบรรจุที่ทำงานปัจจุบันได้แล้ว

แต่ต้องรอต้นปีงบประมาณจึงจะได้เริ่มงานนั้น

สิทธิพรนี่แหละเป็นคนถามฉันว่า

"เทอมหน้า อาจารย์สอนกี่ section"

ฉันก็ตอบไปอย่างแกล้งๆแขวะด้วยรอยยิ้มว่า

"โอ้ย ไม่สอนแล้ว เจอพวกเธอไปก็เข็ดแล้ว"

แต่ฉันไม่คิดเลยว่าคำตอบของฉัน

จะเป็นคำตอบที่ทำร้ายจิตใจใครอีกหลายคน

.

.

วันสุดท้ายของการปิดคอร์สเรียน

ฉันให้เด็กๆ จัดเก้าอี้เป็นวงกลม

มานั่งคุยกันว่าที่เรียนมาทั้งเทอมนั้นได้อะไรบ้าง เข้าใจอะไรหรือไม่เข้าใจอะไร

ครูสอนเป็นอย่างไร คิดอะไรก็พูดออกมาเลย

สิทธิพรพูดว่า

"อาจารย์เหนื่อยกับพวกผมมากเลยเหรอ ถึงจะไม่สอนอีกเทอมหน้า"

ฉันตกใจมาก ก็ตอบไปว่า

"เฮ้ย ไม่ได้เหนื่อย แต่เทอมต่อๆไป ครูไม่ได้สอนจริงๆ

เพราะจะต้องไปเริ่มงานใหม่ที่สถาบันฯ"

สิทธิพรพูดต่ออีกยาว...มีน้ำตาคลอเบ้าว่า

"ตอนที่อาจารย์บอกว่าจะไม่สอนอีก เพราะเข็ดพวกผมน่ะ

ผมเสียใจมากที่ทำให้อาจารย์รู้สึกอย่างนั้น

ผมเสียใจจริงๆ...."

แล้วสิทธิพรก็เงียบไปเพราะน้ำตามันเอ่อออกมาจนพูดไม่ออก

ฉันรู้สึกผิดมากที่คำพูดล้อเล่นของฉันมันทำร้ายจิตใจเขา

จึงขอโทษเขาไปว่า

"ครูขอโทษพวกคุณจริงๆ ครูไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย

ครูแค่พูดเล่นเท่านั้นเอง ครูไม่คิดว่ามันจะทำให้เธอเสียใจ

แต่ครูบอกได้เลยว่านะว่าพวกคุณเป็นนักศึกษาที่น่ารักและจริงใจมาก

ครูดีใจที่ได้สอนพวกคุณ แม้ว่าใครๆ จะบอกว่านักศึกษาพละศึกษาน่ะดื้อ

เฮี้ยว ไม่สนใจเรียน หรือถนัดแต่ใช้กำลัง

ครูขอบอกว่าพวกคุณเป็นคนเก่งได้มากกว่าที่พวกเขาคิด

และพวกคุณก็เป็นนักศึกษาที่ครูรัก"

.

.

และฉันก็ว่าสิ่งที่ฉันพูดวันนั้น

มันก็เป็นความจริงนะ

เพราะจนถึงวันนี้  แม้ว่าจะนึกหน้าเด็กๆ ไม่ค่อยออก

แต่ฉันก็จำพวกเขาได้ดี

.

.

ฉันเล่าเรื่องเด็กๆ พละศึกษาให้น้องต้นฟัง

พอดีมีโทรศัพท์เข้ามาเครื่องฉัน พอฉันคุยธุระเสร็จและวางสาย

น้องต้นก็โทรไปหาใครไม่รู้

พอน้องต้นวางสายก็บอกว่า

"เมื่อกี้น่ะ เพื่อนรุ่นเดียวกันเลยนะ แจ่มใสน่ะ เด็กพละศึกษา"

อ้าว...ก็อดีตลูกศิษย์ฉันน่ะสิ

ทำไมไม่บอกเขาหน่อยอ่ะว่าอดีตครูคิดถึง

.

.

พอกินข้าวเสร็จ ฉันจ่ายเงินเลี้ยงข้าว

ก็เดินกลับไปที่ร้านกาแฟวาวีกัน

น้องต้นก็เลี้ยงกาแฟฉัน

แต่ฉันไม่กินกาแฟ ก็เลยสั่งโรซี่ ราสเบอรี่

แพงโคตรรรร

แก้วละ 85 บาท

กรี๊ดดดดดดดดด

.

.

สั่งน้ำไป ก็เลยแวะไปดูขนมปังไว้ให้ลูกพี่

กำลังเลือกขนมปังอยู่ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อ

เหลียวกลับไปดู...อ้าว เซ็ทจังนี่เอง

บอกว่ามากับแฟน อ๊ะ ไม่ได้ๆ

ต้องไปดูว่าแฟนเซ็ทจังเป็นใคร

ก็เลยเดินลงไปทักทายแฟนกับเพื่อนของเซ็ทจังแป๊บหนึ่ง

แล้วเดินกลับเข้ามาในร้าน

นั่งกินน้ำปั่นโรซี่ ราสเบอรี่ไปคุยกันไป

วันนี้ท็อปปิกเป็นเรื่องโลกและมนุษย์ (ฮา)

ถกกันเรื่อง gender

ก็เลยเล่าเรื่องกะเทยที่มีจิตใจเป็นดี้ที่อยู่กินกับทอมให้ต้นฟัง

มึนตึบทั้งคนฟังและคนเล่า

.

.

คุยกันจนถึงบ่ายสองกว่า

ก็คิดว่าคงจะกลับเข้าไปทำงานได้แล้ว

(จะมีคนที่ทำงานมาอ่านไดป่ะเนี่ย...นานๆ แว๊บทีนะค้า)

เวลาออกไปกินข้าวกับคนอื่นๆ

มักจะใช้เวลานานมากกกกก

เพราะกินไป คุยกันไป

ซึ่งต่างจากเวลากินข้าวกับพ่อไอ้ลูกหมามาก

ไม่ว่าจะกินที่บ้าน ที่ร้าน ร้านถูก ร้านแพงยังไง

ต่างคนต่างกิน

ใครอยู่ใกล้ลูกก็มีหน้าที่ป้อนข้าวลูกด้วย

แทบไม่คุยอะไรกันเลยจริงๆ

กินกันแบบคนที่ไม่ได้กินอะไรเป็นวันแล้วซัดให้เต็มคราบ

อะไรแบบนั้น

เคยคุยกับพ่อไอ้ลูกหมาว่า

"เฮ้ย ทำไมบ้านเราเป็นยังงี้เนี่ย กินข้าวกันไม่คุยกันเลย

ดูครอบครัวอื่นๆ เขากินข้าวกัน เขาก็คุยกันนะ

ทำไมเราไม่คุยกันอ่ะ"

.

.

วันนี้ไปกินข้าวกับพี่นกยูง

ก็เลยยกประเด็นนี้มาคุยกับพี่นกยูง

พี่นกยูงบอกว่า

"อาจจะเป็นเพราะว่าคนในครอบครัวเดียวกันมีเวลาคุยกันมากไง

ไม่ต้องคุยกันตอนกินข้าวก็ได้ แต่กับคนอื่นๆ นี่นานๆ ได้เจอกันทีไง

ก็เลยต้องคุยกันให้มากๆ"

เออ...เนาะ

นี่ก็คือหนึ่งข้อความแตกต่างระหว่างคนในครอบครัวและคนนอกครอบครัว

.

.

ออกจากร้านกาแฟ

มีรถไทรทันมาจอดขวางทางเข้าออกร้านอยู่หน่อยๆ

เลยต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวรถค่อนข้างมาก

รอรถนานมาก ก็ไม่มีทีท่าจะเบาบาง

ฉันก็เลยบอกต้นว่า

"เฮ้ย กลัวไร รถทะเบียนลำพูนอยู่แล้ว ออกไปเล้ย ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรอก"

ฮ่าๆ

มุขนี้ ต้องคนเหนือเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

.

.

ก่อนถึงที่ทำงาน

ต้นพูดว่า

"พี่ ผมว่าวันนี้ใครๆ ที่เห็นเราไปด้วยกันเนี่ย

เขาคงคิดว่าเราทำงานร้านเดียวกันเนาะ"

ฮ่าๆ

ก็เลยบอกว่า

"อือ ทำร้านอาหารร้านเดียวกัน เป็นเด็กเสิร์ฟ

แต่อย่างพี่นี่ เขาคงไม่คิดว่าเป็นเด็กเสิร์ฟหรอก คงคิดว่าเป็นแม่ครัว

แบบว่าเบื่ออาหารที่ร้านตัวเองค่ะ ออกมากินข้างนอก"

.

.

ถ้าเป็นแม่ครัวจริง ร้านอาหารคงเจ๊ง

เพราะนอกจากจะทำอาหารไม่อร่อยแล้ว ยังแอบกินของในร้านด้วย

555

.

.

วันนี้ โดดเรียนภาษาอังกฤษอีกแล้ว

แต่ก็พาลูกพี่ไปหาพี่นกยูงอยู่ดี เพราะตอนบ่ายต้องพาลูกพี่ไปอุดฟันที่คลีนิกหลังมอ

ไหนๆ เวลาก็มีน้อย เพราะตอนบ่ายพี่นกยูงจะไปคุมสอบเด็ก

ก็เลยชวนออกไปกินข้าวข้างนอก

พี่นกยูงบอกว่าไปกินขนมจีนหล่มเก่าดีกว่า

เออ ดีๆ ไม่ได้กินมานานมากแล้ว

คนที่ร้านยังจำฉันได้อยู่

รู้สึกดีจังเลย

มากินที่ร้านนี้บ่อยตอนที่ท้อง

เพราะเวลาไปฝากท้องเสร็จก็จะแวะมากินที่นี่

ตั้งแต่ท้องอ่อนๆ จนถึงท้องแก่ และหลังคลอด

พอเห็นลูกพี่แล้วทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

"เหมือนพ่อมากกกกกกกกกก"

.

.

กินขนมจีน ส้มตำเสร็จแล้วก็ไปกินกาแฟร้านข้างๆ

สั่งชามะนาวไปแล้ว แต่ตาเหลือบไปเห็นอาจารย์ฉันเองยืนคุยกับเพื่อนอยู่หน้าบ้าน

เยื้องๆ กับร้านกาแฟ

ก็เลยอุ้มลูกพี่ไปหาอาจารย์

คุยกับอาจารย์อยู่พักหนึ่งก็ขอตัวกลับ

แล้วไปส่งพี่นกยูงกลับบ้าน เพราะพี่นกยูงจะต้องรีบไปคุมสอบอีก

.

.

จากนั้นก็พาลูกพี่ไปนั่งรอหมอที่คลีนิกทันตกรรม

ลูกพี่แอบฟันผุโดยไม่รู้ตัว

เพราะมันผุจากด้านใน

ฉันเห็นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน

ตอนที่ลูกพี่อ้าปากกว้าง

กรี๊ดดด ฟันด้านในแหว่งไปเยอะเลย

สองอาทิตย์ก่อนก็เลยพามาคลีนิก

เจอป้าหมอสุมิตรา

ป้าหมอใจดีมาก หลอกล่อให้ลูกพี่รู้จักการทำฟัน

มันก็หัวเราะคิกๆ คักๆ สนุกของมัน

หนก่อน ป้าหมอให้ลูกพี่นั่งตักฉันแล้วค่อยปรับเก้าอี้นอนเอน

แล้วตรวจฟัน เคลือบฟลูออไรท์

แต่หนนี้ต้องอุดฟันกับหมอคนใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านอุดฟันโดยเฉพาะ

ลูกพี่ไปถึงร้าน ก็จะไปเปิดประตูห้องป้าหมอทันทีเชียว

ต้องรีบห้ามบอกว่า วันนี้จะต้องไปเจอคุณหมอคนใหม่นะ

.

.

จนถึงบ่ายโมง พอพนักงานเรียกชื่อ

ลูกพี่ก็รีบเดินจะไปเปิดประตูห้องป้าหมอ พี่พนักงานบอกว่า ทางนี้ค่ะ

แล้วก็พาเข้าไปห้องข้างใน

คุณหมอเป็นผู้หญิง ยังสาวอยู่เลย

วันนี้ลองให้เจ๊แกนอนบนเก้าอี้เองดูก่อน ถ้าไม่ได้ผลยังไงค่อยให้นั่งบนตักแม่

ด้วยความที่เจ๊ตัวเล็กมาก หมอต้องถอดเบาะรองคอออก

แล้วให้เจ๊นอนบนเก้าอี้

พอนอนเสร็จ ปรากฎว่าพนักเก้าอี้ก็เป็นเตียงของเจ๊ไป

 111 แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ

.

.

เจ๊สนุกสนานกับการทำฟันมาก

คุณหมอให้อ้าปากค้างอยู่เป็นสิบๆ นาทีก็ทำได้

ไม่ร้องไห้ ไม่บ่น ไม่อะไรเลย

แต่ตอนกรอฟันคงจะเสียวๆ มีการทำหน้าเหยเกนิดหน่อย

 111 แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ

.

.

พอหมอกรอฟันเสร็จ ก็ให้บ้วนปาก

เจ๊ก็ลื่นลงมาจากพนักเก้าอี้ที่คุณหมอปรับให้ชันขึ้น

กลายเป็นสไลด์เดอร์ไปอีก

เธอบ้วนปากเสร็จก็หัวเราะคั่กๆ

พอหมอบอกว่าเอ้า มานอนต่อ

เธอก็ปีนไปนอนอ้าปากให้คุณหมอทำฟันต่ออย่างดี

 111 แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ

คุณหมอกรอฟันจากด้านหน้าก่อน เป็นรูโหว่งเลย

แล้วซักพักคุณหมอก็เอาตัวช่วยมาให้เจ๊กัดไว้ จะได้ไม่ต้องเมื่อยปากมาก

แต่เครื่องมือมันก็ใหญ่เกินปากเจ๊

เฮ้อออ นี่ขนาดยื้อให้มันฟันผุตอนเริ่มโตได้บ้างแล้วนะ

มันก็ยังตัวเล็กเกินกว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่หมอมีอีก

 111 แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ

เห็นเจ๊ทำฟันวันนี้แล้วรู้สึกภูมิใจจังเลย

ที่ไม่ร้องไห้ ไม่กลัวหมอ แถมยังรู้สึกดีกับการทำฟันอีก

แต่ก็ขออย่าให้ฟันผุต้องมารักษาเลยน้า ลูกน้า

.

.

จริงๆ ก็คงจะเชื้อแม่นั่นแหละ

เพราะแม่ก็เข้าๆ ออกๆ คลีนิกทันตกรรมมาตั้งแต่ป.3

ถอนฟันทีละ 4 ซี่ก็ไม่เคยร้องไห้

ตอนแก่ๆ ไปนอนทำฟันแล้วยังแอบหลับก็มี

เพลินมาก

.

.

เจ๊แกก็คงรู้สึกเพลินเหมือนกัน

ดูรูปนี้ก็รู้

relax เหลือเกิ๊นนนน

.

.

 111 แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ

 

 

 

 

 

     Share

<< -110- แม่ๆ เรามาคุยกันหน่อยดีไหม-112- แปะรูปหนุ่มๆ >>

Posted on Sun 15 Mar 2009 2:03

-116- โปรดให้ทางรถพยาบาล
-115- เหม่อไน้ข้ากว่าแหล่ปอยส่างลองวัดเกาะกลางข้าอ้อ
-114- เขาชื่อ "ก๊อง"
-113- ดีใจจัง
-112- แปะรูปหนุ่มๆ
-111- แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ
-110- แม่ๆ เรามาคุยกันหน่อยดีไหม
-109- กลับบ้านก็เหมือนได้เที่ยว
-108- ถ้าเร่งรีบก็คงไม่ได้
-107- จนได้....จนได้
-106- สิ่งดีๆ ที่เหลืออยู่...(และเพิ่งนึกขึ้นได้)


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

คิดถึงสาวไหม
ปุ๊ก   
Sun 16 Aug 2009 14:35 [6]

ท่าสาวไหมเนี่ย มีจริตน่ารักมากๆ
เห็นแล้วหวาดเสียว อิอิ
PIMU   
Wed 18 Mar 2009 22:44 [5]

กร๊าก ขำท่าลูกพี่แกนอนทำฟันว่ะ ท่าทางจะสบายสุดๆจริงๆนะเนี่ย

แต่เรื่องฟันผุ ลูกพี่จิ๋วของช๊านก็ผุจากข้างในเหมือนกันเลย ตอนแรกนึกว่าเศษไก่ติดฟัน พยายามเขี่ยอยู่หลายวัน พอเดือนก่อนพาไปหาหมอฟันเลยถามซะหน่อย หมอตอบซะหงายหลังเลย "ฟันผุจริงๆแหละค่ะ" แปร่ว....

แต่พอดีหมอลองจ่าย recaldent มาให้ลองทาซักเดือนนึงก่อน (ศุกร์นี้หมอนัดไปดูผลอีกที) ถ้าไม่ดีขึ้น เจออุดเหมือนกัน ...งานนี้คาดว่าถ้าโดนอุดฟัน มีหวังร้องจนรพ.ร้าวแน่ๆเลยว่ะ ฮือออออ
อป   
Tue 17 Mar 2009 22:01 [4]

โอ้ ขำท่านอนทำฟันสาวไหมจังเลย ทำฟันไม่ร้องเยี่ยมมาก ๆ เลยจ๊ะ
iamlek   
Mon 16 Mar 2009 12:13 [3]

งอน


ไม่ยอมไปหามั่งเลย
ส้ม   
Sun 15 Mar 2009 11:19 [2]

อะไรๆก็น้องต้น


แน่จริงนัดมาเจอกันหน่อยสิ
ส้ม   
Sun 15 Mar 2009 11:19 [1]