-106- สิ่งดีๆ ที่เหลืออยู่...(และเพิ่งนึกขึ้นได้)

-106-

วันนี้

แวบไปโรบินสันเพื่อจัดการธุระมากมาย

ทั้งเรื่องเงินๆ ทองๆ

ทั้งเรื่องโน้นเรื่องนี้

ก่อนออกจากที่ทำงาน

ก็จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำไว้เป็นข้อๆ

แล้วพอทำเสร็จข้อไหน

ก็ขีดฆ่าทิ้งไป

ทำให้รู้ว่าเหลือภาระอีกกี่อย่างที่จะต้องทำ

.

.

นิสัยนี้ติดมาจากแฟนเก่า

ตอนที่เขามาเก็บข้อมูลที่เมืองไทย

ก็มีเวลาอยู่ด้วยกันเป็นเดือนๆ

ก็เห็นสมุดจดบันทึกเล่มหนาของเขา

ที่เขามักจะลิสต์รายการที่จะต้องทำไว้ในแต่ละวัน

พอทำเสร็จก็ทำเครื่องหมายไว้ให้รู้

ฉันก็เลยติดนิสัยนี้มาด้วย

และก็ทำมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ว่าจะเลิกรากับเขาไปนานเกือบสิบปีแล้วก็ตาม

.

.

จริงๆ แล้ว

ฉันเลิกกับเขาเพราะอะไรกันนะ

เรื่องมันเล็กนิดเดียวเอง

ปัญหาของการสื่อสาร

ปัญหาของเชื้อชาติ

ปัญหาของความคิดที่ต่างคนต่างเติบโตมาจากคนละที่

คนละวัฒนธรรม

การหล่อหลอมเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน

จึงทำให้เกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา

แต่เมื่อมันสะสมทีละนิดๆ

มันก็มากมายเข้าจนได้ในวันหนึ่ง

.

.

และมันก็คงเป็นเพราะชะตาชีวิต

ถ้าหากว่าวันที่เขาส่งเมล์มาบอกเลิกเพราะความเข้าใจผิดวันนั้น

ฉันจะไม่รู้จักเพื่อนๆ ในอินเตอร์เน็ทหลายคน

บางที

ฉันก็อาจจะกลับไปคืนดีกับเขาได้อยู่มั้ง

แต่เพราะฉันมีใครๆ ในอินเตอร์เน็ทหลายคนที่คอยปลอบใจ

คอยให้กำลังใจฉันในวันที่ปวดร้าววันนั้น

มันจึงทำให้ฉันคลายความเจ็บปวด

และอีกไม่กี่วันหลังจากวันนั้น

เขาได้ส่งอีเมล์มาขอโทษและขอให้เราเป็นเหมือนเดิม

แต่ฉันก็หมดใจที่จะเรียนรู้เขาอีกต่อไปแล้ว

.

.

เพราะถึงจะคบกันต่อไป

ฉันก็รู้ดีว่ามันยากที่จะทำความเข้าใจในตัวตนของเขา

คนที่ฉันบอกเขาว่า

"ในขณะที่คุณคอยบอกว่าผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไร้รากเหง้า

ทำอะไรตามๆ กระแสกันไป และคุณนั้น unique

แต่ฉันบอกให้คุณรู้เลยว่า แท้จริงแล้วคุณนั่นแหละที่มีความคิด

แบบผู้ชายญี่ปุ่นดั้งเดิมมากที่สุด คุณไม่ได้ unique อะไรเลยแม้แต่น้อย"

.

.

เขาคงจะโกรธจัด

เพราะมีจดหมายต่อว่ามาอีกครั้งหนึ่ง

และฉันก็ต่อว่าเขากลับไปอย่างเจ็บแสบพอกัน

.

.

และเราก็ไม่ได้ติดต่อกันตั้งแต่นั้นเป็นต้น

มันเป็นเวลาเกือบสิบปีได้แล้วล่ะ

.

.

ตลอดเวลาที่ผ่านมา

เวลาคิดถึงเขา

มันก็มีความทรงจำที่ไม่ดีอยู่มากมาย

ความคับข้องใจของฉันตลอดเวลาที่คบกับเขา

มันก็ยังอวลอยู่

.

.

แต่ฉันว่าในวันนี้

ฉันก็มีวุฒิภาวะพอที่จะไม่รู้สึกแย่ๆ เวลาคิดถึงเขาอีกแล้วล่ะ

อย่างเช่นวันนี้

พอจ่ายเงินเสร็จ

ฉันก็ขีดฆ่ารายการที่ต้องทำ

และฉันก็ยิ้มกับตัวเอง

เพราะมันทำให้ฉันหวนคิดถึงเขา

คนที่ครั้งแรกเคยมีเวลาดีๆ (และแย่ๆ)ร่วมกัน

.

.

และตอนบ่ายนี้

หลังจากที่ไปจ่ายเงินค่าฌาปนกิจศพของสหกรณ์ออมทรัพย์

ก็ขับรถกลับที่ทำงาน

ก็ผ่านหมู่บ้านๆ หนึ่ง

ก็ทำให้คิดถึงผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมา

ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้นึกถึงเขามานานมากแล้ว

.

.

ตอนที่ฉันเห็นเขาครั้งแรกนั้น

ฉันเรียนอยู่ปี 3

กำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดกลางอยู่คนเดียว

ซักพัก ก็มีเด็กปีหนึ่งคณะวิศวะฯ เกือบสิบคน

มานั่งโต๊ะเดียวกันกับฉัน

เด็กๆ เสียงดังมาก ทั้งคุยกัน ทั้งหยอกกัน

น่ารำคาญมาก

ฉันเงยหน้ามองไปสองสามครั้งอย่างนึกรำคาญ

แต่เด็กเกือบทุกคนก็ไม่ได้เห็นความรำคาญของฉัน

มีเพียงเด็กหนุ่มผิวขาว หน้าตาน่ารักคนหนึ่งเท่านั้นที่เหลือบมาเห็น

แล้วก็รีบบอกเพื่อนๆ ของเขาให้เงียบเสียงลง

.

.

ฉันนึกพอใจเด็กคนนั้นขึ้นมาทันใด

ฉันว่าเขาเป็นเด็กที่น่ารักดี

ไม่ใช่แค่หน้าตา

แต่หมายถึงความคิด ความเกรงใจและท่าทีที่เขามี

ฉันก็เลยมองเขาแล้วแอบยิ้มนิดๆ

.

.

หลังจากนั้น

มีน้องใหม่ที่อยู่ห้องตรงข้ามกับฉัน

เธอเป็นเด็กปี 1 คณะวิศวะฯ และรู้จักเด็กหนุ่มคนนั้นด้วย

ฉันก็เลยรู้ว่า เด็กหนุ่มคนนั้น เป็นลูกของข้าราชการในมหาวิทยาลัย

และพักอยู่ที่บ้านพักข้าราชการ

มีเบอร์โทรพร้อมสรรพ

.

.

ฉันก็เลยกดโทรศัพท์ภายในจากใต้หอพักไปบ้านเขา

ก็ได้คุยกับเขา

ฉันไม่ได้บอกหรอกว่าฉันเป็นใคร

และก็ไม่ได้จีบเขาด้วยนะ

แค่ชวนคุย

น้องเขาก็ดูช่างพูดไม่น้อย

ฉันโทรไปหาเขาเพื่อบอกให้เขาตั้งใจอ่านหนังสือบ้าง

บอกให้รักษาสุขภาพบ้าง

อวยพรให้ทำข้อสอบดีๆ บ้าง

.

.

ฉันโทรไปหาเขาเทอมละ 2 ครั้งเห็นจะได้

ตลอด 2 ปีที่ฉันโทรไปหา

ฉันไม่เคยบอกอะไรเขาเลยเกี่ยวกับตัวฉัน

ไม่บอกแม้แต่ชื่อด้วยซ้ำไป

แต่ก็ยังอุตสาห์คุยกันได้ตั้งนานแน่ะ

.

.

จนกระทั่งวันที่สอบวันสุดท้ายเสร็จ

ฉันก็โทรไปหาเขา

แล้วบอกว่า พี่เรียนจบแล้วล่ะ

คงไม่ได้โทรมาคุยกับน้องอีก

เขาก็ถามว่า ตกลงพี่จะไม่บอกผมเลยเหรอว่าพี่เรียนคณะอะไร

เป็นคนที่ไหน อะไรยังไง

ฉันก็บอกไปว่า

ไม่ต้องรู้ดีกว่า

ไหนๆ ก็ไม่รู้มาตั้งสองปี

ฮ่าๆ

แต่สุดท้ายก็บอกเขาไปเพียงชื่อเล่นของฉันเท่านั้น

.

.

สุดท้ายของการคุยกันวันนั้น

เขาก็อวยพรให้ฉันโชคดีกับการสอบเรียนต่อป.โท

และฉันก็อวยพรขอให้เขาตั้งใจเรียน

.

.

หลังจากนั้นอีกเกือบปี

จนกระทั่งฉันจะรับพระราชทานปริญญาบัตร

ฉันต้องไปหาเพื่อนที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง

ขณะที่ฉันเดินลงมาเพื่อจะกลับหอพัก

ฉันก็เดินสวนกับน้องเขาอย่างจัง

.

.

มันเหมือนกับฉากหนึ่งในละคร

ตอนที่เขาเดินผ่านฉันไปนั้น

มันคล้ายกับเป็นภาพสโลว์โมชั่น

เวลาเหมือนกับจะหยุดนิ่ง

รอให้ฉันตัดสินใจว่าจะทำอะไรไหม

ช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

ฉันก็คิดมากมาย

ว่าฉันจะปล่อยให้เขาเดินผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หรือว่าฉันจะเรียกเขาแล้วบอกว่าฉันคือใครดีนะ

ฉันคิดวนเวียนไปมา

และสุดท้ายฉันก็ตัดสินใจ

.

.

ฉันคิดว่า ไหนๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย

เพราะฉันก็ไม่ได้หลงรักเขา

แต่แค่รู้สึกผูกพันกับการคุยโทรศัพท์กับเขา

การที่จะไปทักเขา เขาก็จะไม่น่าจะรู้สึกไม่ดี

และมันคงจะน่าเสียดาย

ที่ฉันจะปล่อยให้เวลาดีๆ เช่นนี้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไร

.

.

ฉันหันหลังกลับแล้วเรียกเขา

เขาหยุดแล้วหันกลับมามอง

ใบหน้าของเขาฉายแววของความสงสัย

ฉันก้าวเท้าไปใกล้เขาแล้วบอกว่าฉันคือใคร

ฉันเห็นเขาทำหน้าตกใจและยิ้มออกมา

เราคุยกันด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกดีๆ

เขาถามว่า พรุ่งนี้พี่จะไปถ่ายรูปตรงไหน เวลาไหน

ฉันบอกน้องเขาไปว่า นัดเพื่อนๆ ไว้ที่เสาธงตอนเก้าโมงเช้าน่ะ

ก่อนลาจากกัน

เขาแสดงความยินดีกับฉันที่จะได้รับปริญญาในวันพรุ่งนี้

ฉันเดินยิ้มจากมาอย่างอิ่มเอมในใจ

ส่วนเขาก็คงเดินขึ้นห้องไปหาแฟนเขา

แต่จะด้วยความรู้สึกอย่างไร

ฉันก็ไม่รู้หรอก

.

.

ในวันรับปริญญา

เป็นวันที่ฉุกละหุกมากจริงๆ

ฉันแทบไม่เจอเพื่อนคนไหนเลย

เพื่อนสนิทที่เรียนจบสามปีครึ่งมาถ่ายรูปให้

ก็มีคนเดียวนั่นแหละ

เราสองคนเดินๆๆๆ

บัณฑิตหลายพันคน

แต่ทำไมไม่เจอเพื่อนเมเจอร์เลยซักคน(วะ)

เจอแต่เพื่อนจังหวัด เพื่อนคณะ เพื่อนร่วมหอ เพื่อนกรรมการหอ

เพื่อนต่างคณะ ฯลฯ

ฉันกับเพื่อนก็เลยเดินมันเปะปะไป

ถ่ายๆ ให้ฟิล์มมันหมดก่อนเข้าไปศาลาธรรม

.

.

อีกสามสี่วันหลังจากรับปริญญา

ชีวิตฉันก็กลับมาเหมือนเดิม

ไปเรียน กลับหอ กินข้าว แค่นั้น

เที่ยงวันหนึ่ง

เรียนเสร็จก็กำลังจะกลับหอ

ก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวประตูฟิสิกส์

ซึ่งอยู่ละแวกบ้านน้องเขานั่นแหละ

มันเป็นทางผ่านไปหอพักฉันพอดี

.

.

ขณะที่ก้มหน้าก้มตากินอยู่

ฉันก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมายืนข้างๆ

พอเงยหน้าขึ้นมอง

ก็ปรากฎว่าคือน้องคนนั้นนั่นเอง

เขายิ้มกว้างและมานั่งข้างๆ

แล้วบอกว่า

เห็นพี่อยู่ในร้านก็เลยแวะมาหา

วันรับปริญญาพี่ไปที่เสาธงหรือเปล่า

ผมไปรอพี่ตั้งนานแน่ะ

เอาช่อดอกไปให้ด้วยแต่ไม่เจอพี่

ก็เลยกลับเอามาแช่น้ำไว้ที่บ้าน

แต่ตอนนี้มันเหี่ยวหมดแล้วล่ะ

.

.

โอ้โห...

คำพูดของน้อง

ทำเอาฉันอิ่มก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาเสียทันใด

มันเป็นความตื้นตันใจอย่างที่ยากจะพรรณนา

ไม่น่าเชื่อว่า

คนๆ หนึ่งที่รู้จักกันเพียงเพราะคุยโทรศัพท์กัน

ไม่ถึงสิบครั้ง

และได้เจอหน้ากัน คุยกันตรงๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งครั้ง

จะมีน้ำใจให้ฉันถึงขนาดนั้น

.

.

ฉันรู้สึกดีใจจริงๆ

ที่วันที่ฉันอยู่ปีสาม ฉันตัดสินใจโทรไปคุยกับน้องเขา

และในวันก่อนรับปริญญา ฉันตัดสินใจเรียกเขาและคุยกับเขา

ฉันดีใจจริงๆ

ที่วันหนึ่งในหอสมุดกลาง

ฉันได้เจอเด็กหนุ่มคนนี้กับเพื่อนๆ ของเขาในนั้น

.

.

วันนี้

พี่นึกถึงหนูและพี่ก็รู้สึกคิดถึงหนูจังเลย

น้องแจ๊ค

 

 

 

 

     Share

<< -105- แอ่วสวนสัตว์ในวันรายงานตัวรับปริญญา-107- จนได้....จนได้ >>

Posted on Fri 30 Jan 2009 16:35

-111- แม่ครัวกับเด็กเสิร์ฟ
-110- แม่ๆ เรามาคุยกันหน่อยดีไหม
-109- กลับบ้านก็เหมือนได้เที่ยว
-108- ถ้าเร่งรีบก็คงไม่ได้
-107- จนได้....จนได้
-106- สิ่งดีๆ ที่เหลืออยู่...(และเพิ่งนึกขึ้นได้)
-105- แอ่วสวนสัตว์ในวันรายงานตัวรับปริญญา
-104- Only Love Is Real
-103- เผลอทำหลายๆ คนหล่นหายตามรายทาง
-102- ไม่ได้นอกใจนะ....แต่รู้สึกว่ากำลังจะรักใครบางคนจนอยากจะร้องไห้....
-101- I Can't Tell You Why


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

Whoever edits and pubihsles these articles really knows what they're doing.
Aranya   
Sat 14 Dec 2013 14:33 [12]
 

Good point. I hadn't thoghut about it quite that way. :)
Elizabeth   
Sat 14 Dec 2013 12:19 [11]
 

I might be betinag a dead horse, but thank you for posting this!
Silvia   
Fri 13 Dec 2013 18:02 [10]
 

Keep on writing and chigugng away!
Shaikh   
Fri 13 Dec 2013 15:16 [9]
 

That's a brilliant answer to an innitesretg question
Luigi   
Fri 13 Dec 2013 12:39 [8]
 

พี่นัด หายเหนื่อยยัง
PIMU   
Mon 9 Feb 2009 21:15 [7]

ฮั่นแน่!!~ มีข้อมูลไว้แบล็คเมล์กับสาวไหมแล้วเฟ้ย.... 5 5 5 5
นกยูง   
Tue 3 Feb 2009 15:04 [6]

พี่นัด

เป็นไงมั่ง

เหนื่อยเปล่า อย่าเครียดนะ
ส้ม   
Mon 2 Feb 2009 22:36 [5]

ใช่ๆ น้องส้ม.. พี่ก็คิดเหมือนน้องส้มอ่ะ พี่นัดโปรดแต่น้องๆผู้ชาย เออ.. ทำไมอ่ะนัด เธอต้องอธิบายให้น้องเค้าเข้าใจนะ (ฮ่าๆ)
Lek - Norway   
Sun 1 Feb 2009 22:28 [4]

พี่เล็ก นอร์เวย์คะ ขออนุญาติคุยด้วยนะคะ



ใช่ค่ะ
ส้มก็คิดว่าพี่นัดไม่มีน้องผู้หญิงเลยค่ะ

555
(พี่นัดรีบอธิบายด่วนนนนนน)
ส้ม   
Sun 1 Feb 2009 14:10 [3]

บอกว่าเจอที่หอสมุดกลาง เราก็นึกว่าหนุ่มเกาหลี ตาหยีๆ ใส่แว่น ที่ชื่อพี่ดู๋ ดันกลายเป็นน้องแจ๊คซะนี่ ฮ่าๆ ว่าแต่ว่าไม่คิดถึงพี่ดู๋ของเราบ้างเหรอ :-) ป่านนี้มีลูกกี่คนแล้วก็ไม่รู้เนอะ

เออ.. พูดก็พูดเถอะ เธอนี่มีน้องๆ (ผู้ชาย) ในสังกัดเยอะจริงๆนะ :D
Lek - Norway   
Sun 1 Feb 2009 5:27 [2]

แฮ่ะๆ ไม่อยากบอกว่ะนัด อ่านไดแก วันนี้แล้วความรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันเลยอ่ะ :D เป็น ฝันดีด้วย บอกไม่ถูกว่ะ
เป้   
Fri 30 Jan 2009 21:08 [1]