-93- อยู่ที่นี่มันก็คงไม่โง่หรอกมั้ง?

-93-

หลังจากที่ไขว้เขวไปบ้าง

เรื่องโรงเรียนของไอ้ลูกหมา

สุดท้าย

ก็ตัดสินใจได้ว่า

จะไม่ย้ายไปไหนแล้ว

แม้ว่าที่นี่อาจจะให้วิชาการได้ไม่เข้มข้นเต็มที่เหมือนโรงเรียนอื่นๆ

แต่ที่โรงเรียนอื่นๆ

ไม่สามารถให้ความรู้ทักษะชีวิตเหมือนกับที่นี่มีให้แน่ๆ

.

.

สองอาทิตย์ก่อน

ไอ้ลูกหมาไปเกี่ยวข้าวที่ทุ่งนาหน้าโรงเรียน

แอบเห็นรูปในกล้องของคุณครู

ตอนที่เขาไปดำนากันเมื่อสามสี่เดือนก่อน

ครอบครัวเราไปสาย

ไปถึง เด็กๆ ก็ดำนากันเสร็จ เล่นน้ำคลองกันสนุกไปแล้ว

แต่ขั้นตอนอื่นๆ

ไอ้ลูกหมามันก็ได้ไปเดินตามคันนา

เพื่อสังเกตว่าต้นข้าวแต่ละต้นมันเติบโตขึ้นได้อย่างไร

และพอแก่แล้วจะเป็นอย่างไร

สุดท้ายก็ได้เกี่ยวข้าวกับเขาด้วย

แม่มันแก่จนป่านนี้ยังไม่เคยได้เกี่ยวข้าวเลยด้วยซ้ำ

ได้แต่ไปเล่นว่าวตอนที่เขาเกี่ยวข้าวกันเสร็จแล้ว

.

.

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเรียนที่นี่

ซึ่งคิดว่ามันเหมาะกับวิถีชีวิตของครอบครัวเรา

อย่างน้อย

ลูกก็จะได้รู้ว่าข้าวมาจากไหน

ไม่ใช่ให้เด็กตอบคำถามว่า ข้าวที่เราทานมาจากไหน

แล้วก็ได้คำตอบว่ามาจากคาร์ฟูร์

หรือถึงจะตอบว่า ข้าวมาจากทุ่งนา ชาวนาปลูกข้าวให้เรากิน

แต่ถ้าเด็กคนนั้นไม่เคยได้เห็นว่าทุ่งนาเป็นอย่างไร

ชาวนาทำงานกันหนักแค่ไหน

แดดร้อนแค่ไหนเวลาปลูกข้าว เวลาเกี่ยวข้าว

ไม่เคยได้รู้ว่าเมล็ดข้าวขาวๆ นั้นก่อนหน้านั้นมันเป็นอะไรมาก่อน

ฉันคิดว่าคำตอบของคำถามว่าข้าวมาจากไหน

ของเด็กคนนั้น กับเด็กของที่นี่ย่อมไม่เหมือนกัน

.

.

บางคนอาจจะมองว่าไร้สาระ

โตขึ้นไปไม่ได้ให้ลูกไปเป็นชาวนา

ไม่ได้จะให้ไปกรำแดดกรำฝนอยู่แล้ว

จะเรียนรู้ไปทำไม

โตขึ้นก็ต้องเรียนหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

หรือไม่ก็ไปเมืองนอกอยู่แล้ว

วิชาความรู้พวกนี้ไม่มีประโยชน์

.

.

ก็อาจจะใช่สำหรับเขา

แต่สำหรับฉัน มันไม่ใช่

เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ฉันอยากให้ลูกได้สัมผัสนี้

มันคือประสบการณ์ชีวิต

ที่จะหล่อหลอมให้เขาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

เขาจะได้เรียนรู้ว่านอกจากตัวเขาแล้ว

รอบตัวเขายังมีคนอีกมากมายที่รายรอบ

มีความสัมพันธ์อย่างไรกับเขา

และเขาจะต้องปฏิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ในสังคมเหล่านั้น

ซึ่งฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันจำเป็นมาก

สำหรับการมีชีวิตอยู่และการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆในสังคม

.

.

อาจจะเป็นเพราะว่าฉันไม่ได้ตั้งเป้าว่า

ลูกจะต้องเข้าเรียนในคณะดีๆ ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง จบมาได้เงินเดือนสูงๆ

แต่ฉันหวังแค่ว่า

ขอให้เขาได้รู้ความต้องการของตัวเองว่าต้องการจะเป็นอะไร

ต้องการจะทำอะไร

สำหรับพ่อกับแม่แล้ว

ก็ทำได้แค่ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมในสิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยได้

ซึ่งก็คงจะทำได้แค่การปูพื้นฐาน

ต่อไปในอนาคต เขาก็ต้องไขว่คว้าหาเอาเองเช่นกัน

.

.

สำหรับตอนนี้

ไอ้ลูกหมาอายุ 3 ขวบ 10 เดือน

ก็เริ่มมองเห็นแววทางศิลปะอยู่นิดๆ

พ่อไอ้ลูกหมาบอกว่าถ้าจะให้ลูกเป็นศิลปิน

ก็ต้องให้มันส่งงานเข้าประกวดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

ต้องฝึกให้มันมีวินัยในการทำงานตั้งแต่เล็กๆ

.

.

ฉันเคยคุยกับพ่อไอ้ลูกหมาว่า

ใครว่าศิลปินนี่ต้องติสต์แตก แหลกเหลว ไร้ระเบียบกัน

พวกที่เรามักจะเห็นว่าหลุดโลก อยากมาก็มา อยากไปก็ไป

อยากทำอะไรก็ไม่เคยมีระเบียบวินัย แหกคอกอะไรพวกนั้นน่ะ

เขาเรียกกันว่าพวกแอ็กอาร์ตต่างหาก

คนที่จะเป็นศิลปินจริงๆ และสามารถดำรงชีพด้วยการทำงานศิลปะน่ะ

คือคนที่มีวินัยในตัวเองสูงมาก

และศิลปินทุกคนที่ประสบความสำเร็จที่ฉันรู้จักก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

แม้แต่นักเขียนที่จะประสบความสำเร็จ

ก็คือคนที่มีวินัยในตัวเองสูงมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ป๋า

พ่อครูมาลา คุณกฤษณา

.

.

แต่ก็นั่นแหละ

ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปในอนาคต

ไอ้ลูกหมามันจะอยากเป็นอะไร

เอาไว้ค่อยรอฟังไอ้ลูกหมามาบอกเองเมื่อมันโตขึ้น

แต่ตอนนี้

พ่อกับแม่มีความรู้จะให้ได้เท่าไหร่

ก็จะให้มันเต็มที่

เพื่อเป็นพื้นฐานชีวิต

ส่วนมันจะหยิบไปใช้หรือไม่ใช้ในวันข้างหน้า

ก็แล้วแต่ความต้องการของมันละกัน

.

.

วันก่อนไปรับไอ้ลูกหมาที่โรงเรียนแต่หัววัน

ทันเห็นไอ้ลูกหมาได้ออกไปเป็นผู้นำที่หน้าแถวด้วย

ปกติมันจะเป็นเด็กที่ขี้อายมาก ขึ้นเวทีทีไรเป็นต้องร้องไห้ทุกที

แต่เย็นวันนั้น

สาวไหม หนูปุณณ์ น้องพลอย มะตูม

สี่สาวออกไปยืนหน้าแถว

ถือไมค์สองคน นำร้องเพลง

พอร้องเพลงหนึ่งจบ

สาวไหมก็ไปหยิบไมค์จากมือหนูปุณณ์แล้วพูดว่า

"ต่อไป ขอให้ทุกคนร้องเพลงเด็กดีร่วมกันนะคะ"

แล้วก็ร้องเพลงคลอไปกับเสียงเพลงที่พี่ชั้นประถมเป็นคนคุมเครื่องเสียง

ฉันเห็นและได้ยินแล้วก็ยิ้มไม่หุบเลย

มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นลูกกล้าแสดงออกอย่างนี้

เด็กๆ 4 คนผลัดกันพูดช่วยเพื่อนๆ พี่ๆ ร้องเพลง

พอร้องเพลงจบ ก็บอกให้น้องๆ หันหน้าหาพี่ๆ

พี่ๆ หันหน้าหาน้องๆ แล้วสวัสดีกัน

เด็กๆ กล่าวสวัสดีคุณครูด้วยกัน

ฉันว่ามันหาบรรยากาศแบบนี้จากโรงเรียนทั่วไปได้ยากนะ

พอเด็กๆ ไปเอากระเป๋า ที่นอน ก่อนจะจากกันก็ยังยกมือไหว้กันอีก

ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมห้องกันนั่นแหละ

.

.

อีกวันหนึ่ง

ไปรับสายหน่อย

ปรากฎว่าเด็กๆ เข้าแถวกันเสร็จแล้ว

แต่เด็กอนุบาลกำลังเล่นของเล่นกันอยู่ที่หน้าเสาธง

แอบไปดูแล้วก็รีบไปเอากล้องมาถ่ายไว้

เด็กอนุบาล 1 เตรียมอนุบาล 2 เล่นด้วยกันสนุกเลย

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

ครูบอยมาเล่นด้วย

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

เด็กๆ ห้องสาวไหมน่ารักมาก

เวลาเห็นปุ๊บเป็นต้องเรียก แม่น้าดดดดด

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

ฉันว่า

การตัดสินใจของฉันกับพ่อไอ้ลูกหมาก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง

ถ้าจะเอาลูกเรียนที่นี่จนถึงป.6

เพราะถ้าย้ายไปเรียนโรงเรียนที่เคยไปดู

ตั้งแต่บ่ายสามโมงจนถึงห้าโมงครึ่ง

ลูกฉันก็จะต้องอยู่แต่ในห้อง ดูทีวีการ์ตูนที่ครูเปิดให้ดูฆ่าเวลา

หรือไม่ก็อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่มีไว้ในห้องสองเครื่อง

และในหนึ่งอาทิตย์

ลูกฉันก็จะได้ออกมาเล่นของเล่นสนามอยู่ 30 นาที

แถมยังไม่ได้อาบน้ำด้วย

.

.

แต่อยู่ที่นี่

ถึงจะไปรับจนเย็น

ลูกก็ยังมีเพื่อนเล่น

วิ่งเล่นกันเต็มสนาม

มีขนมให้กิน

บางวันไปรับค่ำ

คุณครูยังอาบน้ำให้อีกต่างหาก

.

.
 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

หมู่นี้ฟ้าสวยมาก

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

สวยจนรู้สึกรำคาญเสาไฟฟ้าและสายไฟ

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

.

.

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

หมู่นี้ subject ในการวาดรูปของไอ้ลูกหมาก็คือแมว

แมวกับลูกแมวด้านล่างเป็นฝีมือพ่อมัน

แมวด้านบนเป็นฝีมือไอ้ลูกหมา

เธอบอกว่า แมวตัวโตคือส้มซ่า

แมวตัวเล็กคืออยู่ม่วนกับกินหวาน

ส่วนตัวเล็กๆ สองตัวด้านหน้าส้มซ่าคือหนู!

.

.

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

แปะรูปมือมันด้วย

.

.

อีกวันหนึ่ง ไอ้ลูกหมาวาดรูปหัวใจ

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

และวาดปลาฉลามกับปลากระเบน

ดีจังที่พามันไปดูอควาเรียม

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

.

.

วันก่อนไปโลตัส

เจอกล่องคุ้กกี้ยี่ห้อหนึ่งน่ารักมาก

มุมกล่องมีสติ๊กเกอร์พิมพ์ว่า

รูปแบบบรรจุภัณฑ์กำลังอยู่ในระหว่างการจดลิขสิทธิ์

ฉันก็ลองดูว่าทำไมมันต้องไปจดลิขสิทธิ์ด้วย

ปรากฎว่ากล่องขนมนั้นมันแบนๆ หน่อย

แล้วขอบๆ เป็นเหมือนกรอบรูป

รูปที่อยู่ด้านในนั้นมีหลากหลาย

เขาบอกว่า ถ้าทานขนมหมดแล้ว

ให้เอาเทปสองหน้ามาติดตรงสี่มุมกล่อง

แล้วเอาไปติดประดับผนังได้

กรี๊ดดดด

ใครกันออกแบบ

ช่างคิดเหลือเกิน

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

มองไกลๆ มันก็เหมือนกรอบรูปติดผนังจริงๆ

ราคา 175 หรือ 179 บาทนี่แหละ

มีขนมอยู่ 12 ชิ้น

มีอีกแบบ เป็นชิ้นเล็กๆ 25 บาท

กล่องก็เป็นกล่องเล็กๆ ใส่คุ้กกี้ได้ 1 ชิ้น

ลวดลายก็น่ารักเหลือเกิน

แต่ฉันว่าแพงไปหน่อย

กล่องกรอบรูปนี่แหละ เวิร์กสุด

.

.

 93 อยู่ที่นี่มันก็คงไม่ ง่หรอกมั้ง

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

     Share

<< -91- ปรับปรุงบ้าน-94- กรี๊ดดดดดดดดดดด เซ็ง >>

Posted on Mon 1 Dec 2008 12:57

-98- คุณหญิงแนนมาเชียงใหม่, ส่งพ่อไปอินเดีย, งานวิถีวิจัย, เอะกลับไทย, ได้รับหนังสือจากครูปุ้ย, ไอ้ไหมพูดมาก(จริงๆ)
-97- พาแอ่วเวียงเจียงใหม่
-96- ถ้าสาวกว่านี้จะแอบคิดมากแล้วนะเนี่ย
-95- ไปกินข้าวร้านพี่แอ๊ด
-94- กรี๊ดดดดดดดดดดด เซ็ง
-93- อยู่ที่นี่มันก็คงไม่โง่หรอกมั้ง?
-91- ปรับปรุงบ้าน
-90- เป็นหนี้เพื่ออนาคต
-89- ไปหลวงพระบาง....ไปกินอะไรดี
-88- ฝันบ้า....บ้า.....ตื่นมา...อารมณ์เสีย(ว้อย)
-87- มีแต่น้ำกับฟ้า


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

น้าดดดดดดดดดดดดดดดดดด มาอ่านไดแกรอบดึกอ่ะ สงสัยจะตาลาย เห็นลายมือแกที่เขียนกำกับรูปสาวไหมอ่ะ นึกว่าลายมือช๊าน กร๊ากๆๆ คล้ายกันจังน่อ

สาวไหมเก่งมาก วาดแมวได้เหมือนต้นแบบของป้อแฉบเลย
อป   
Mon 1 Dec 2008 23:46 [2]

อ่านไดเธอวันนี้แล้วขำก๊ากเลยอ่ะนัด ฮ่าๆ.. อะไรจะมีอารมณ์ศิลปินขนาดนั้น ว่าแต่ว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกทะเลาะกัน(วะ)เนี่ย ออกข่าวทีวีที่นี่เหมือนกัน เห็นแล้วก็ปวดหัวเหมือนเธอนั่นแหละ เฮ้อ...
Lek (Norway)   
Thu 27 Nov 2008 4:30 [1]