-59- เวลาที่เริ่มรัก

-59-

วันก่อนขณะที่ล้างจานอยู่

ใจก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ก็คิดถึงเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง

ที่เคยมีความรู้สึกดีๆ ให้

ก็ทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ได้รู้จักกัน

และเวลาที่ฉันรู้ตัวว่าฉันเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้เขา

ก็เลยมาคิดได้ว่า

ในบรรดาหนุ่มๆ ที่เคยแอบชอบ

มีอยู่สองหนุ่ม

ที่ฉันจดจำวันเวลาที่เริ่มแอบชอบได้อย่างแม่นยำ

.

.

หนุ่มคนแรก

ฉันรู้จักเขาตอนใกล้ปิดเทอมสองของปีสอง

ตอนนั้นฉันเป็นกรรมการหอพัก

พวกเราเข้าประชุมกรรมการหอพักทั้ง 15 หอ

เพื่อเลือกประธานหอพักทั้งชายและหญิง

ผู้สมัครแต่ละคนมีโอกาสได้มาแสดงวิสัยทัศน์เพื่อให้เลือก

หนุ่มคนนี้

เป็นคนกรุงเทพ

พูดจาฉะฉาน ราวกับว่าอนาคตนักการเมืองหนุ่มจะรออยู่หลังจากเรียนจบ

แต่เขาก็ไม่ได้รับเลือก

เพื่อนจังหวัดของฉันได้รับเลือกเป็นประธาน

และเขาก็ทาบทามขอหลายๆ คนมาช่วยทำงาน

ในกลุ่มบริหาร

และเพื่อนฉันก็ขอให้หนุ่มคนนั้นรับหน้าที่เหรัญญิก

หนุ่มคนนั้นตอบว่า

ผมคงทำงานด้วยไม่ได้ เพราะผมต้องเรียนหนัก

.

.

ฉันฟังแล้วจี๊ดขึ้นมาทันที

อะไรวะ

มาอ้างเหตุผลสั่วๆ อย่างนี้

แล้วมาสมัครด้วยทำไม

พอไม่ได้รับเลือกก็อ้างโน่นอ้างนี่

มันทำให้ฉันเกลียดขี้หน้าเขาเป็นที่สุด

.

.

จนกระทั่ง

เปิดเทอมซัมเมอร์

พวกเรากรรมการหอพัก

ก็ต้องไปเข้าค่าย "เพื่อนช่วยเพื่อน"

เพื่อละลายพฤติกรรม สร้างความสมัครสมานสามัคคี

ฉันก็ยังชังน้ำหน้าเขาอยู่ดี

.

.

จนกระทั่ง

เปิดเทอมหนึ่ง

พวกเราต้องเตรียมงานรับน้องหอพัก

งานจะมีขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2535

บ่ายวันที่ 5 มิถุนายน

พวกเราส่วนใหญ่มาเตรียมงานกันที่ศาลาอ่างแก้ว

ทั้งจัดเวที

จัดเก้าอี้

เพื่อนที่จัดเวทีบอกว่าของขาด

ต้องไปซื้อเพิ่มที่สหกรณ์

ฉันก็เลยอาสาจะไปซื้อให้

ฉันยืมรถมอเตอร์ไซด์ของเพื่อนสนิทฉันไป

มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อปองซ้อนท้ายไปด้วย

ตอนนั้นเกือบห้าโมงเย็นแล้ว

ฉันกับปองขี่มอเตอร์ไซด์ไปทางหอสมุด

เพื่อจะลงไปสหกรณ์

ปรากฏว่ารถมอเตอร์ไซด์ยางแบน

รถก็เริ่มเป๋ไปเป๋มา

เราเลยต้องหยุดรถกันที่ข้างทาง

ไม่รู้จะทำยังไงกันดี

ก็มีเพื่อนคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์สวนทางมา

ฉันเลยให้ปองไปกับเพื่อนคนนั้น

เพื่อกลับไปหาเพื่อนผู้ชายให้มาช่วยเข็นรถ

.

.

ฉันยืนรออยู่นาน

ก็ไม่มีใครมา

แต่ทันใดนั้น

ก็มีเสียงหนึ่งเรียกชื่อฉัน

พอฉันเหลียวไปมอง

ปรากฏว่าเป็นหนุ่มคนที่ฉันเกลียดขี้หน้านั่นเอง

วินาทีนั้น

ฉันลืมความเกลียดไปหมดแล้ว

นึกแต่ว่า เฮ้ย เขามาช่วยเราเหรอ

แต่จริงๆ แล้ว

เขาไม่ได้รู้เรื่องหรอก

เขาแค่ขี่รถผ่านมาทางนี้เท่านั้น

.

.

พอเขารู้เรื่อง

เขาก็ให้ฉันขี่มอเตอร์ไซด์ของเขา

แล้วเขาก็เข็นรถให้ฉัน

ไปปะยางที่ร้านลุงแถวๆ ประตูไผ่ล้อม

ซึ่งก็ไกลพอสมควร

.

.

ระหว่างทางที่ฉันขี่มอเตอร์ไซด์

และเขาเข็นรถให้นั้น

ฉันกับเขาไม่ได้คุยอะไรกันเลย

แต่ฉันซาบซึ้งใจมาก

อาจจะเรียกได้ว่า

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษก็ได้

ในขณะที่ฉันขวัญเสียกับความมืดที่เริ่มมาเยือน

ไม่มีใครสักคนที่มาช่วย

แต่กลับมีเขาคนนี้เข้ามาพอดี

และเขาก็ช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

มันจึงทำให้ฉันรู้สึกดีกับเขามากมาย

และตั้งแต่วินาทีนั้น

ฉันก็รู้สึกตัวเองได้ว่า

ฉันชอบเขาแล้วล่ะ

.

.

เพื่อนๆ ฉันบอกว่า

ไร้สาระจัง

ถ้าเป็นเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ

มันมาเจอแบบนั้น

มันก็คงจะให้ฉันขี่มอเตอร์ไซด์ของมัน

และก็ช่วยฉันเข็นเหมือนที่เขาทำอยู่ดี

ไม่รู้ล่ะ

แต่ฉันประทับใจไปเสียแล้วนี่

ทำไงได้

.

.

แต่ก็อย่างว่าแหละ

หลังจากที่เริ่มญาติดีกัน

ฉันก็ไม่อยากเข้าใกล้เขาเท่าไหร่

เพราะกลัวว่าเขาจะรู้ความรู้สึกของฉัน

แต่เพื่อนๆ ตัวดีก็คอยแหย่ คอยแซว

จนในที่สุด เขาก็รู้จนได้สิน่า

.

.

แต่ฉันว่า

เขาก็คงจะรู้สึกอะไรนิดหน่อยเหมือนกันมั้ง

เพราะไม่งั้นเขาก็คงไม่ชวนฉันไปกินข้าวในวันเกิดฉัน

.

.

วันนั้น

พวกเราพาลูกหอมาพัฒนาสถานที่

ก็ตัดหญ้า ปลูกต้นไม้อะไรไปตามเรื่องนั่นแหละ

พวกเรามีวิทยุสื่อสารกันคนละเครื่อง

เพราะทำงานกัน 15 หอ

ต้องคอยประสานงานกันตลอด

แล้วพอเสร็จงาน

เพื่อนตัวดีของฉันก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ฉัน

.

.

ตกค่ำวันนั้น

เขากับเพื่อนสนิทของเขา

ก็วิทยุคุยกับฉัน

ว่าไปหาอะไรกินดีไหม

วันเกิดฉันนี่

.

.

เพื่อนตัวดีของฉัน

ซึ่งแอบชอบเพื่อนสนิทของเขาก็ยุทันที

ไม่นาน

เขากับเพื่อนของเขาก็เอารถยนต์มารับฉันกับเพื่อนที่หน้าหอพัก

กลายเป็นจุดรวมสายตาของคนทั้งหอพักเลยทีเดียว

เพราะสมัยนั้น

นับรถยนต์ที่มีใช้ในมหาวิทยาลัยได้เลย

.

.

พวกเราไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ที่ไหน

ฉันก็จำไม่ได้

พอเรียกเก็บเงิน

เขาก็บอกว่าเขาจะเลี้ยงวันเกิดฉันเอง

ฉันก็อึ้ง

อืม นะ

เกิดมาก็เพิ่งมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับชีวิต

.

.

ตอนนั้นมันดึกมากแล้ว

ประมาณสี่ทุ่มกว่า

สมัยนั้นหอพักหญิงปิดสองทุ่ม

ฉันกับเพื่อนก็กำลังคิดว่าจะไปนอนที่สโมสรนักศึกษา

เพราะหอของฉันเป็นหอเดียวที่ไม่มีทางปีนเข้า

แต่เขากับเพื่อนก็บอกให้ไปนอนคอนโด

ที่เขาสองคนเช่าไว้

(มันเช่าไว้ทำไมวะ)

.

.

ฉันกับเพื่อนก็อ้ำอึ้ง

เขาก็บอกว่าไปนอนที่นั่นเถอะ

พรุ่งนี้เช้าจะมารับ

ห้องนั้น เขากับเพื่อนเช่าไว้อ่านหนังสือเวลาใกล้สอบ

ฉันก็ถามเพื่อนตัวดี

เพื่อนมันก็อยากจะนอนอยู่แล้ว

อย่างน้อยก็ขอให้ได้นอนห้องหนุ่มที่มันชอบ

จริงๆ ฉันก็อยากเห็นห้องของเขานะ

ก็เลยตกลงไปนอนที่คอนโดของเขา

.

.

ในห้องเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียง

ไม่มีอะไรในห้องมากมาย

นอกจากหนังสือเรียน

อืม ลูกคนรวยนี่ดียังงี้นี่เอง

อยู่หอพักแล้วยังเช่าคอนโดไว้อ่านหนังสือ

เขากับเพื่อนมาส่งที่ห้องแล้วก็กลับไป

ส่วนฉันกับเพื่อนตัวดีก็นอนที่คอนโดเขานั่นแหละ

ตั้งนานกว่าจะข่มตาหลับได้

แบบว่าตื่นเต้น

และแน่นอน

เพื่อนฉันรีบจองเตียงของเพื่อนสนิทเขาก่อนเลย

ไม่ได้ตัวเป็นแฟน

อย่างน้อยก็ขอให้ได้นอนเกลือกกลิ้งกับเตียงที่เขาเคยนอนก็ยังดีวะ

(ดีนะ เขาไม่เป็นโรคผิวหนัง บรื๋ยย)

.

.

เรื่องของหนุ่มคนแรกนั้น

ก็จบลงอย่างไม่มีอะไรคืบหน้ากว่านั้น

เพราะพอหนึ่งปีที่เป็นกรรมการหอพักผ่านไป

ต่างคนต่างก็ห่างกันไป

ไม่มีงานต้องทำด้วยกันอีก

.

.

หนุ่มคนที่สอง

คนนี้

ฉันเห็นหน้าและจำได้ติดตาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว

แต่ติดตาแบบเกลียดสุดชีวิต

เขาเรียนวิศวะ(อีกแล้ว)

ตอนนั้นมีงานโต้วาทีของแต่ละคณะ

จัดที่ อ.มช.

หอเราอยู่ติด อ.มช. อยู่แล้ว

.

.

อีตานี่

แต่งตัวเป็นนักเรียนผู้หญิง

ใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนดารา

มัดแกละสองข้าง

หน้าตายังกะจิ้งจก

แล้วโต้วาทีแบบเอามันส์เข้าว่า

โคตรเกลียดเลย

.

.

เลยจำชื่อมันไว้

.

.

แล้วพอซัมเมอร์ตอนปีสอง

ช่วงหยุดสงกรานต์

ฉันกับเพื่อนๆ กรรมการหอพักที่สนิทกัน

ทั้งผู้หญิงผู้ชาย

ก็ซ้อนมอเตอร์ไซด์กันไปเที่ยวในเมืองประมาณ 5-6 คัน

ฉันซ้อนรถเพื่อนผู้ชายที่นับได้ว่าเป็นเพื่อนที่รักที่สุด

พวกเรากลับมาถึงในมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยง

ก็เลี้ยวรถไปจอดที่หอพักของเพื่อน

ซึ่งเป็นหอเดียวกับอีตานั่นแหละ

ฉันได้ยินเสียงมันแซว

ประมาณว่า

หูย ซ้อนรถผู้ชายกันเป็นคู่ๆ

ฟังแล้วก็จี๊ดอีกแล้ว

ปากหมา

ไม่รู้ความสัมพันธ์อะไรของพวกฉันเลย

แล้วบังอาจมาพูดอย่างนี้

.

.

ชีวิตฉันก็ไม่ได้เจออีตานี่อีกหรอก

จนกระทั่งฉันเรียนป.โทปีหนึ่ง

อีตานี่มันเปอร์

ตอนนั้นฉันต้องไปอยู่หอนอกแล้ว

ในชั้นเดียวกัน ก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เพิ่งรู้จัก

มันเรียนวิศวะแต่เปอร์

และฉันก็เพิ่งรู้ว่าอีตาปากหมา

เป็นเพื่อนกับสองคนนี้

และอีตาปากหมาก็มาที่หอบ่อยๆ

ฉันอึ้งมาก

เพราะมาเจอคนที่เกลียด

.

.

อีตานี่มันมาถึงมันก็ทักทุกคนตามประสา

แต่ฉันไม่ตอบ

และแสดงท่าทางให้รู้ว่า

กูเกลียดมึง

จนเพื่อนๆ ก็ถามว่าทำไมถึงทำท่าอย่างนั้น

ก็เลยเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง

และเพื่อนมันก็ไปเล่าให้อีตานั่นฟังอีกที

พอรู้เรื่อง

อีตานั่นก็มาคุยด้วยและขอโทษ

ที่เคยแซวและทำให้ฉันโกรธ

มันไม่รู้ตัวจริงๆ

เพราะเป็นคนปากไม่ดีอย่างนี้

.

.

ฉันก็เลย อือๆ ช่างมัน

ฉันแค่เกลียดขี้หน้าเธอแค่นั้น

แต่ก็เริ่มพูดกับเขาดีขึ้น

.

.

จนวันหนึ่ง

เป็นวันเสาร์

ไม่รู้ว่าทุกคนในหอหายไปไหนกันหมด

ฉันกำลังคิดว่า

อยากไปดูหนังจัง

กำลังจะขี่รถไปเองอยู่แล้วเชียว

อีตานี่ก็ขี่รถเข้ามาในหอ

กะว่าจะมาหาเพื่อนเขานั่นแหละ

แต่ไม่มีใครอยู่เลย

เราก็คุยกันว่า

วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมทุกคนหายไปไหนกันหมด

แล้วเขาก็ถามฉันว่า

ฉันจะไปไหน

ฉันก็บอกว่าจะไปดูหนัง

เขาก็ขอไปด้วยซะงั้น

ฉันก็บอกว่า

เออ ไปสิ

แต่เอารถเธอไปนะ

ขี้เกียจขี่รถ

ฉันก็เลยซ้อนเขาไปดูหนัง

.

.

หนังที่เราเลือกดูวันนั้น

เป็นหนังตลก

เควิน เบคอนเล่น

เรื่องอะไรหว่า

อะไร air air นีแหละ

ที่เควิน เบคอนเป็นโค้ชบาสเกตบอล

เอาคนป่ามาไซมาเป็นคนเล่นใน NBA

ครั้งนั้น

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันดูหนังกับผุ้ชายเลยนะนั่น

.

.

มีช่วงหนึ่ง

ฉันจะล้วงเอาหมากฝรั่งในกระเป๋ากางเกงยีนส์

ซึ่งเป็นยีนส์ทรงเดฟ

(โห เคยใส่กางเกงทรงแบบนี้ได้ด้วยเหรอนั่น)

ล้วงเอาหมากฝรั่งยากมาก

ก็เลยต้องไถลตัวนอนเอนๆ เพื่อให้ล้วงได้ง่าย

แล้วทันใดนั้น

เขาก็เหลียวมาดูแล้วชะโงกมาใกล้ฉัน

แล้วถามว่าเป็นอะไร

หน้าตาเขาดูเป็นห่วง

ว่าฉันเป็นอะไร ทำไมไปนอนอย่างนั้น

ฉันใจเต้นแรงมาก

และมันเหมือนกับฉากหนึ่งในหนัง

ที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ

เหมือนภาพสโลว์โมชั่น

ใบหน้าเขาเหมือนกับมีแสงส่อง

ใจฉันกระตุกวูบ

แล้วก็บอกตัวเองว่า

"เอาอีกแล้ว ฉันต้องชอบไอ้หมอนี่แน่ๆ"

และก็เป็นอย่างนั้น

ฉันก็ชอบเขาจริงๆ นะ

เขาก็ไม่ได้ชอบอะไรฉันหรอก

เพราะตอนนั้นเขาเพิ่งอกหัก

.

.

ฉันต่างหากที่ออกจะเป็นฝ่ายอกหักรักคุด

แต่หลังจากที่เห็นท่าทีว่าเขาอึดอัดใจกับความรู้สึกของฉัน

ฉันก็ตีตัวออกห่าง

ประกอบกับช่วงนั้น

มีน้องๆ เข้ามาในชีวิตหลายคน

(พวกมันเพิ่งย้ายมาอยู่ที่หอ อยู่ห้องตรงกันแต่คนละชั้น)

และคงจะเพราะฉันเป็นพี่ที่ดูจะใจดีมั้ง

ก็มีน้องผู้ชายหลายคนเข้ามาสนิทสนมด้วย

หนึ่งในนั้น

ก็มีน้องคนหนึ่งที่หล่อเหลา หน้าตาดีทีเดียว

และออกแนวเจ้าชู้

สาวๆ กรี๊ดกันทั้งหอ

แต่มันออกจะแปลกๆ พิลึกยังไงอยู่

อาทิ

มันรู้จักสาวญี่ปุ่นที่เพิ่งมาอยู่

ก็เอาดอกบัวไปวางหน้าห้องเขา

และเขียนว่า

อยากรู้จักพี่ครับ เอาดอกบัวไปทำบุญด้วยนะครับ

อะไรแบบนั้น

หรือเจ้าชู้ไก่แจ้

เห็นสาวๆ ก็หยอดคำหวานไปเรื่อย

แล้วก็ชวนสาวที่จีบไปตักบาตรตอนเช้า

อะไรแบบนั้น

.

.

ไอ้น้องคนนี้พอมันรู้จักฉันกับรูมเมท

ก็เกิดติดอกติดใจตามประสามัน

ถึงกับบอกว่า

คืนนี้ผมไปนอนที่ห้องด้วยนะ

ห้องผมไม่มีทีวี

อะไรของมันวะเนี่ย

และมันก็หอบหมอน หอบผ้าห่มขึ้นมาจริงๆ

แล้วก็มานอนดูทีวีในห้องฉัน

แล้วบังเอิ๊ญ

อีตาปากหมาที่ฉันชอบแต่มันไม่ชอบฉัน

ก็เปิดประตูเข้ามาในห้องฉันพอดี

(จะมาหาทำไมถ้าไม่มีเยื่อใยกับฉัน ชิ)

พอมันเห็นน้องผู้ชายคนนี้นอนห่มผ้าห่มอยู่หน้าทีวี

มันก็ทำหน้าแบบเจื่อนๆ แล้วปิดประตูไปอย่างเงียบๆ

.

.

ซักพัก

เพื่อนอีกห้องที่ลุ้นฉันเหลือเกิน

ก็วิ่งตึกๆๆๆ มาที่ห้อง

แล้วบอกฉันว่า

ไอ้นั่นน่ะมันต้องหึงฉันแน่ๆ เลย

เพราะมันเดินบ่นผ่านหน้าห้องเพื่อนคนนี้ไป

บ่นประมาณว่า

เกลียดไอ้ผู้ชายปากแดง จะมาเสนอหน้าอยู่ในห้องทำไม

อะไรแบบนั้น

.

.

อารมณ์ประมาณว่าหวงก้าง

กูไม่คบ คนอื่นก็ห้ามคบ

.

.

แต่สุดท้าย

เราก็ห่างกันไปอย่างค่อนข้างเฉยชา

เพราะเขาแสดงออกเองว่าไม่ชอบฉัน

ถึงตอนหลังเหมือนจะกลับมามีท่าที

แต่ฉันก็มีคนอื่นๆ เข้ามาในชีวิตมากมาย

ให้ได้เรียนรู้ว่ายังมีความสัมพันธ์อีกหลากหลายรูปแบบ

ที่ทำให้เรารู้สึกดีๆ ได้

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อน

พี่น้อง

เพื่อนร่วมหอพัก

ฯลฯ

.

.

เมื่อสองสามปีก่อน

ฉันไปตั้งกระทู้ในพันทิพ

เป็นกระทู้ที่โด่งดังมาก

สำหรับเด็ก มช

มีพี่ๆ น้องๆ ลูกช้างเข้ามาตอบมากมาย

มีความเห็นหนึ่งถามว่า

ฉันเคยอยู่หอพักนี้ๆ มีเพื่อนญี่ปุ่นชื่อนี้ๆ ใช่ไหม

ฉันก็ตอบไปว่าใช่และก็สงสัยว่าเป็นใคร

เลยเมลล์ไปถามตามที่เขาทิ้งเบอร์ไว้

ปรากฏว่า

เป็นอีตาปากหมาที่ฉันเคยชอบนั่นเอง

เขาเขียนตอบมายาวเหยียด

ว่าเป็นไงบ้าง

ตอนนี้คงจะไม่มีใครเรียกฉันว่า "หนูนัด" (คำที่เขาเรียกฉัน) แล้วสินะ

สบายดีไหม

ฯลฯ

มันออกจะเป็นจดหมายที่โรแมนติกนิดๆ นะฉันว่า

.

.

ฉันก็ตอบไปว่า

ตอนนี้ไม่มีใครเรียกแล้วล่ะ

แต่ฉันต้องไปเรียกคนอื่นแทน

ตอนนี้ฉันแต่งงานแล้วนะ

มีลูกแล้วล่ะ

ฯลฯ

.

.

แล้วนับจากส่งเมล์นั้นไป

เขาก็เงียบหายไปเลย

ฮ่าๆ

.

.

เหลือไว้แต่ความทรงจำเก่าๆ

ที่ทำให้รู้สึกขำๆ

ว่าสมัยสาวๆ

ก็มีเรื่องอะไรพวกนี้กับเค้าด้วย

 

     Share

<< -58- ฟ้าหลังฝน-60- อยากถามเด็ก มช นิดหนึ่งว่า.....เราเรียนรุ่นเดียวกันป่ะ? >>

Posted on Wed 7 May 2008 10:16

-63- รอและลุ้น
-63- อาชีพใหม่
-62- หายใจโล่งไปหนึ่งเฮือก
-61- อืมมมมม.....ยั่วกิเลศกันเสียจริง
-60- อยากถามเด็ก มช นิดหนึ่งว่า.....เราเรียนรุ่นเดียวกันป่ะ?
-59- เวลาที่เริ่มรัก
-58- ฟ้าหลังฝน
-57- เป็นคนจนต้องรู้จักคิดให้หนักๆ
-55- ความรัก
-55- เพื่อนเก่า เพื่อนแก่
-54- เข้าโรงแรมแต่เช้า


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

A really good answer, full of raiyinaltto!
Open   
Fri 20 Dec 2013 2:01 [6]
 

That kind of thniinkg shows you're an expert
Jaqueline   
Fri 20 Dec 2013 0:40 [5]
 

We codlu've done with that insight early on.
Erick   
Sat 14 Dec 2013 20:50 [4]
 

I lilaterly jumped out of my chair and danced after reading this!
Adelina   
Fri 13 Dec 2013 14:57 [3]
 

I di'dnt know where to find this info then kaboom it was here.
Zamaswazi   
Fri 13 Dec 2013 13:32 [2]
 

อิอิ เราเป็นคนหนึ่งที่บ้าและอ่อนไหวเรื่องความรักมากดังนั้นเวลาใครเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องรักๆหน่อยไม่ได้อยากรู้ไปหมด อิอิ ชอบเรื่องหนุ่มคนแรกอ่ะ แอบติดตามแต่ไหงเรื่องสั้นมั่กเลย
เลยอดได้อ่านนิยายรักตามระเบียบ
โรแมนซ์   
Thu 22 May 2008 15:23 [1]