-55- ความรัก

-55-

วันนี้เข้าไปอ่านไดของน้องคนหนึ่งในนี้

ก็เจอคอมเมนท์หนึ่งของน้องอีกคนหนึ่ง

เนื้อหาน่าสนใจดี

เลยตามเข้าไปในไดนั้น

เพิ่งได้อ่านไม่กี่ตอน

แต่ชอบจังเลย

.

.

น้องเขากำลังแอบรักหนุ่มในฝันคนหนึ่ง

อ่านแล้วก็รู้สึกเหมือนตอนยังเป็นสาว

ที่อกหักรักคุด แอบชอบคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย

.

.

มาคิดๆ ดู

ความรักในยามหนุ่มสาวมันร้อนแรงดีจริงๆ

แอบชอบ แอบรัก ก็แอบๆๆๆ

บางครั้งเผลอตัวทำใจกล้าหน้าด้าน

แต่ก็ด้านไม่ถึงที่สุด

สุดท้ายก็ติดอยู่ที่เพราะเป็นผู้หญิง

.

.

คนที่ไม่เคยแอบรัก

ไม่มีวันรู้หรอกว่ามันมีความสุขแค่ไหน

อารมณ์ประมาณว่าแอบมอง

แอบปลื้ม

แค่เห็นเขาเดินผ่านก็ใจเต้นตึกตัก

แค่ได้เห็นหลังคาหอพักก็ชื่นใจ

แค่ได้ยินเสียงเขาก็นึกถึงสีหน้าเขาได้

.

.

อารมณ์อีตอนมะลันดูแก มาแลดูกันเนี่ย

สุขที่สุดแล้วล่ะ

ฉันยิ้มให้เธอนิดๆ เธอยิ้มกลับมาให้ฉันกว้างกว่า

ฉันอยากจะพูดหยอกแต่ไม่กล้า แต่เธอก็หยอกฉันมาเปรี้ยงใหญ่

อะไรแบบนั้น

.

.

อารมณ์ประมาณว่า

อยู่ดีๆ เขาก็วิ่งขึ้นไปบนห้อง

แล้วหยิบดอกหญ้าเล็กๆ สีม่วงมายื่นให้

แล้วบอกว่า

"วันก่อนขึ้นไปบนดอย เห็นดอกหญ้าสวยดี

เห็นแล้วก็คิดถึงเธอ ฉันเลยเก็บมาฝาก

ฉันวางไว้บนหมอนฉันคืนหนึ่งแล้วนะ"

.

.

เอ่อ

ไอ้ประโยคสุดท้ายนี่น่ะ

คิดจะฆ่ากันให้ตายดิ้นไปตรงนั้นเลยใช่ไหม?

.

.

เอ้า

.

.

เขียนไปเขียนมา

สุดท้ายก็วกไปเขียนถึงเพื่อนที่เคย "สนิท" คนนั้นเข้าจนได้

ผู้ชายคนเดียวที่ยังค้างคาในใจ

ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น

เขารู้สึกพิเศษอะไรกับฉันบ้างไหม

.

.

แม้ว่าในชั่วโมงนี้

ไม่อาจจะเรียกได้แม้แต่คำว่า "เพื่อน"

แต่ฉันก็อยากรู้จริงๆนะ

ว่าเมื่อครั้งที่เรายังเป็นเด็กหนุ่มเด็กสาว

คืนที่เพื่อนๆ ของเขาและฉันล้อมวงนั่งกินเหล้าอยู่ที่อ่างแก้ว

เลี้ยงฉลองวันเกิดของเพื่อนที่สนิทของฉัน

แต่ไม่มีเขาอยู่ตรงไหน

ด้วยเหตุผลว่า เขาไปงานวันเกิดของเพื่อนคณะเขาอีกคนที่แอบชอบเขาเหมือนกัน

.

.

สี่ทุ่มกว่าของคืนนั้น

มันก็เป็นฉากหนึ่งในนิยายดีๆ นี่เอง

เขามากับเพื่อนของเขาอีกสองคน

มานั่งแหมะอยู่ข้างฉัน

พยายามชวนฉันคุย

แต่ฉันเงียบ

เพราะโกรธและเสียใจ

ที่เขาไปงานวันเกิดเพื่อนผู้หญิงคนนั้นก่อนที่มางานเพื่อนฉัน

.

.

อาจจะใช้คำว่า

เฝ้างอนง้ออยู่นาน

ก็ได้นะ

.

.
แต่ฉันก็ยังเงียบ

และบอกกับเขาไปเพียงว่า

"มันจบแล้ว ฉันรู้ว่ามันจบแล้ว"

(สมัยนั้นอ่านนิยายน้ำเน่ามากไปหน่อย)

เธอง้อฉันอยู่นาน แต่ก็ไม่มีอะไรตอบกลับไปจากฉันนอกจากความเงียบ

เธอกับเพื่อนจึงต้องลุกไปนั่งในวงของเพื่อนผู้ชายของเธอ

ที่กำลังร่ำสุราเพราะเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มนั้นอกหัก

.

.

ตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตีสี่

ฉันไม่ได้สนุกสนานไปกับวงเหล้าของเพื่อนฉันเลย

เหล้าแม้แต่หยดเดียวก็ไม่ได้ดื่ม

มิหนำซ้ำยังเจอมรสุมหัวใจ

จะให้สนุกได้อย่างไรกัน

.

.

ใกล้ตีสี่

เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มก็ชวนฉันไปซื้อข้าว

เราสองคนเดินไปตามสันเขื่อน

แวะถามเพื่อนๆ กลุ่มนั้น

ที่มีเขาอยู่ในนั้นด้วย

ว่าจะเอาอะไรไหม

ฉันเห็นเพื่อนคนหนึ่งร้องไห้เพราะคนนี้มันอกหัก

และเห็นเขาคนนั้นเซื่องซึมอย่างหนัก

ฉันเลยเอ่ยปากทัก

แต่เขาก็เงียบ

รูมเมทของเขาต่อว่าฉันอย่างแรง

บอกว่าที่เขาเป็นอย่างนี้ก็เพราะฉันเป็นคนทำ

.

.

ตอนนั้น

อารมณ์เสียใจและแค้นใจมันยังคุกรุ่น

ฉันจึงทำปากแข็งตอบไปว่า

ฉันไปทำอะไรเมื่อไหร่

.

.

และนั่นก็เป็นบทสนทนาสุดท้ายระหว่างฉันกับเขาและเพื่อนๆคณะเขา

.

.

และหลังจากนั้นไม่นาน

ฉันก็ได้ข่าวว่าเขาตัดสินใจคบกับเพื่อนคณะเขาคนที่แอบชอบเขา

คนที่เขาไปงานวันเกิดของเธอคนนั้นก่อนจะมางานเพื่อนฉันนั่นแหละ

.

.

จนถึงตอนนี้

บางทีฉันก็นึกอยากจะย้อนเวลากลับไป

ฉันอยากจะรู้ว่า

ถ้าคืนนั้น

ฉันไม่ฉุนเฉียว

ถ้าฉันตอบคำถามของเขาดีๆ

ถ้าฉันยิ้มให้เขาเหมือนที่เคยทำ

ถ้าฉันดีใจที่เขาเลือกมางานวันเกิดของเพื่อนทีหลัง

เพราะจะได้มีเวลาอยู่ในงานทั้งคืนด้วยกัน

.

.

บางที

คืนนั้น

มันอาจจะเป็นคืนที่ฉันอาจจะได้ฟังอะไรดีๆ ก็ได้

หรือเปล่า?

.

.

และบางที

หลังจากคืนนั้น

การตัดสินใจของเขาก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่มันเป็น

หรือเปล่า?

.

.

ที่ฉันอยากจะรู้ความในใจของเขาตอนนั้น

เพราะหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง

เพื่อนคณะของเขา

ที่สนิทกับเขาและเคยสนิทกับฉัน

เล่าให้เพื่อนฉันฟังว่า

เขาบอกว่า ฉันเป็นเด็กดีที่น่ารักเสมอ

และอยากจะมีวันเวลาดีๆ กับฉันอย่างตอนนั้นอีกเสมอ

.

.

ก็ไม่รู้ว่าเพื่อนเขาจะอำหรือเปล่า

แต่มันทำให้ฉันคาใจจริงๆ

.

.

แต่เรื่องบางเรื่อง

ปล่อยให้มันปลิวหายไปกับกาลเวลาก็น่าจะดี

เพราะถ้าไปถามเขาตอนนี้

เขาก็คงอาจจะจำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้แล้วมั้ง

.

.

แต่หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นาน

ฉันก็บังเอิญได้เบอร์โทรของเขา

ฉันไม่ได้บอกชื่อกับเขาว่าคือฉัน

บอกใบ้แค่ว่าเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย แต่ต่างคณะ

เขาก็เรียกชื่อฉันถูกแฮะ

(แสดงว่ามันไม่คบเด็กนอกคณะเลยใช่ไหมเนี่ย!)

.

.

มีการบอกด้วยว่า เวลาได้เข้ามามหาลัย

ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าฉันทำอะไร อยู่ที่ไหน

ฉันก็เลยบอกไปว่า

คราวหน้าถ้ามาก็มาหาฉันนะ

ฉันก็ทำงานอยู่ที่นี่แหละ ใกล้คณะเธอด้วย

ถ้าเจอกันคราวหน้า เธอคงได้เห็นหน้าหลานแล้วล่ะ

.

.

บทสนทนาของฉันกับเขาครั้งนั้นก็เรื่อยเปื่อยไปตามประสาคนแก่

ที่ไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี

ถามเรื่องชีวิต สารทุกข์สุกดิบ

แต่คำถามที่อยากจะถามมาตลอด

ก็ไม่ได้หลุดออกจากปาก

เพราะไม่รู้ว่าจะหลุดออกไปทำไม

ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

.

.

สู้เก็บไว้เป็นความทรงจำไม่ดีกว่าเรอะ

.

.

อย่างน้อยก็เอาเก็บไว้พอจะคุยได้มั่งล่ะน่า

ว่าสมัยเรียน

ก็พอจะมีเรื่องกุ๊กกิ๊กให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกับเขาเหมือนกัน

 

     Share

<< -55- เพื่อนเก่า เพื่อนแก่-57- เป็นคนจนต้องรู้จักคิดให้หนักๆ >>

Posted on Sun 20 Apr 2008 23:13

-61- อืมมมมม.....ยั่วกิเลศกันเสียจริง
-60- อยากถามเด็ก มช นิดหนึ่งว่า.....เราเรียนรุ่นเดียวกันป่ะ?
-59- เวลาที่เริ่มรัก
-58- ฟ้าหลังฝน
-57- เป็นคนจนต้องรู้จักคิดให้หนักๆ
-55- ความรัก
-55- เพื่อนเก่า เพื่อนแก่
-54- เข้าโรงแรมแต่เช้า
-53- หุ หุ หุ
-52- คนรวย คนจน
-51- ท้องไม่มีพ่อ


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

อ่านเรื่องของคุณแล้วสุขใจ เหมือนมีตัวเองอยู่ในนั้น เป็นจุดที่คุณได้เว้นว่างไว้ระหว่างเรื่องราว
ชอบอ่าน   
Tue 14 Oct 2008 16:17 [2]

นึกถึงหนังเรื่องเพื่อนสนิท สมันอยู่มหาลับเราก้อเคยเเอบชอบเพื่อนสนิทอยู่เหมือนกัน เป็นบ้าเป็นหลังตั้งเเต่ปสองยันปีสี่ ครมาจีบก้อไม่ยอมมองใคร จนเรียนจบ เเต่ตอนนี้เรากะเพื่อนสนิทก้อยังติดต่อกันบ้าง เป็นความรู้สึกดีดีที่คิดว่าดีเเล้วที่ไม่คบเป็นเเฟน ไม่งั้นคงเลิกกันนานเเล้ว ความเป็นเพื่อนอยู่นานกว่า
Nancynanzy   
Mon 21 Apr 2008 2:11 [1]