-43- ทรงพลศักดิ์ หล้าป่าซาง

-43-

วันนี้

เมื่อกี้

เพิ่งเขียนต้นฉบับเสร็จ

ปักษ์นี้

เขียนถึงผลงานของ Odilon Redon

Redon เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศส

เป็นสัญลักษณ์แห่งศิลปะแนวสัญลักษณ์นิยม

เขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์

เขาเคยประนามอิมเพรสชั่นนิสม์ว่า

เป็นศิลปะที่ตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเกินไปและไม่มีสาระอะไรเลย

.

.

แรงซ้า

.

.

แต่ก็นั่นแหละ

ในยุคที่เริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรม

เพราะผู้คนเพิ่งได้รู้ถึงความจริงแท้แห่งฟิสิกส์

ได้รู้ว่าในแสงสีขาวนั้นแท้จริงแล้วประกอบไปด้วยสีสันมากมาย

คนกลุ่มหนึ่งนำเอาหลักคิดในวิทยาการใหม่นี้มาใช้ในงานศิลปะ

ก็ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและเกลียดชัง

หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสเอง

ก็เคยประชดประชันเย้ยหยันศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์

ด้วยภาพประกอบ

จำได้ลางว่า

เป็นภาพการ์ตูน 2-3 ช่อง

ว่าฝรั่งเศสกำลังรบกับอังกฤษ

รบเท่าไหร่ก็ไม่ชนะ

พอทหารฝรั่งเศสหยิบเอารูปเขียนอิมเพรสชั่นนิสม์ขึ้นมาแค่นั้นแหละ

ทหารอังกฤษยังกระเจิง

ประมาณว่าเป็นงานศิลปะที่น่าดูถูกและน่าเกลียดชังขยะแขยงสิ้นดี

ประมาณนั้น

.

.

แต่วันนี้

ไม่ได้พูดถึงศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์

และไม่ได้พูดถึง Odilon Redon ด้วย

แต่จะพูดถึงคนๆ หนึ่ง

คนที่มีความสำคัญมากกับชีวิตฉัน

คนที่ทำให้ส่วนหนึ่งของชีวิตมีวันนี้ขึ้นมาได้

.

.

ฉันเขียนงานวิจักษ์ศิลปะมาราวๆ 8-9 ปี

เขียนงานดีก็มีบ้าง

เขียนงานห่วย(นิดหน่อย)ก็มีเยอะ

บางตอนเขียนแล้วก็น้ำหูน้ำตาไหลพราก

บางตอนอ่านแล้วก็อินโคตรๆ

เขียนเอง อ่านเอง อินเอง

(แต่จะมีคนอ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฮ่าๆ)

.

.

แม้ว่าหนึ่งเดือน

จะได้เขียนแค่ 2 ตอน

แต่ว่า แต่ละตอนของการเขียน

มันก็เท่ากับเปิดโลกทัศน์ของฉันให้กว้างไกลออกไปทุกครั้ง

บางครั้งฉันต้องไปนั่งอ่านประวัติศาสตร์โลกเพื่อจะทำความเข้าใจ

และนำมาเขียนแค่ประโยคเดียว

บางครั้ง ฉันต้องไปค้นข้อมูลเรื่องเทพปกรณัมเป็นวันๆ เพื่อจะเข้าใจ

และเชื่อมโยงตัวละครและเล่าเรื่องให้ผู้อ่านได้เข้าใจในหนึ่งย่อหน้า

บางครั้ง ฉันต้องไปไถ่ถามเพื่อนผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกามาครึ่งชีวิต

เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชาวอเมริกัน

เพียงเพื่อจะได้เขียนประโยคสั้นๆ หนึ่งประโยค

เกี่ยวกับเทศกาล Thank Giving ที่มันมีอยู่ในภาพของ Norman Rockwell

.

.

ฉันไม่ได้จบศิลปะ

ไม่ได้เรียนทางศิลปะ

ให้วาดรูปยังไม่เป็นเลย

เทคนิคบางอย่าง อ่านแล้ว ฟังแล้วก็ยังมึน

ฉันไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่า

เป็นคนศิลปะ

.

.

แต่ฉันก็เคยมีครูศิลปะที่ดีที่สุดในโลกมาสอนฉัน

.

.

ตอนฉันเรียนม.1

โรงเรียนของฉันเป็นโรงเรียนบ้านนอก

มีนักเรียนไม่มากนัก

แต่ละชั้นมีห้องเรียนแค่ 2 ห้อง

ม.ต้น คือห้องวิทย์-คณิต กับห้องเกษตรกรรม

ฉันจะเลือกอะไรได้ ก็ต้องไปเรียนวิทย์-คณิต

และเราก็มีวิชาเลือกที่ต้องเรียน

โรงเรียนอื่นๆ ในเมือง

มีทั้งศิลปะ เทควันโด ซอร์ฟบอล ฯลฯ ให้เลือก

แต่โรงเรียนฉัน

พวกเราได้เรียนแต่

"ศิลปะ"

.

.

ครูผู้ชายที่เพิ่งมาสอนเป็นครั้งแรกในปีนั้น

เป็นผู้ชายอายุไม่มากเลย

ตอนนั้นครูของฉันคงจะอายุประมาณยี่สิบกลางๆ

เป็นผู้ชายผิวขาว อวบนิดๆ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

ใจดี ขี้เล่น เวลาสอนก็จะอู้เมืองตลอด เวลาไม่สอนก็อู้เมืองกับพวกเรา

พวกเราเรียกครูคนนั้นว่า

"ครูปุ้ย"

ครูปุ้ยมีชื่อนามสกุลว่า

"ทรงพลศักดิ์ หล้าป่าซาง"

เป็นครูในแบบที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

ครูปุ้ยเป็นเหมือนพี่ชาย เหมือนญาติ เหมือนพี่เลี้ยง

วิชาความรู้ที่ครูปุ้ยสอนนั้น

พวกเราแทบไม่ได้จดลงในสมุดเลย

แต่ฟังและทำความเข้าใจ

ดูและทดลอง

การบ้านแต่ละอาทิตย์ที่ครูปุ้ยสั่ง

มีหัวข้อว่า

"Free Style"

อิสระแต่ยาก(ชิบหาย)

.

.

ดังนั้น

แต่ละอาทิตย์

ผลงานของพวกเราจะแตกต่างกันไปคนละโลกเลย

คนที่มีแววทางศิลปะก็จะโดดเด่นออกมา

เพื่อนฉันที่เก่งๆ ก็จะมี

"นิวัต แปงคำมูล"

"โสภี จันทราช"

ส่วนรุ่นพี่ที่เด่นๆ ก็จะมี พี่เปิ้น คมกฤช ยอดแก้ว และพี่น้องของพี่แกอีก 3 คน

เก่งศิลปะกันทั้งบ้าน

.

.

แต่ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งหรือไม่เก่ง

พวกเราเป็นลูกศิษย์คนโปรดของครูปุ้ยทุกคน

ครูปุ้ยสอนศิลปะใหม่ๆ ให้พวกเราตลอด

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ในโรงเรียนเล็กๆ บ้านนอก ไกลจากตัวเมืองไปร้อยกว่ากิโลเมตร

พวกฉันได้รู้จักศิลปะ installation

และได้ทำมันด้วย

พวกฉันต้องคิดและทำงานศิลปะที่พวกเราคิด

และต้องอธิบายถึงความคิดให้ครูปุ้ยและเพื่อนๆ ได้ฟัง

บางคนเอาผ้าขาวไปปูบนสนามบาสแล้วทาสีละเลงตัวแล้วกลิ้งไปบนผ้าขาว

(แต่อันนี้ฉันว่ามันเอาไอเดียของครูปุ้ยที่เคยยกตัวอย่างนั่นแหละมาทำ)

คนอื่นๆ ฉันจำไม่ได้ว่าอะไรกันบ้าง

แต่ฉันเอง

เอาผ้าแดงสี่เหลี่ยมมาปูบนสนามหญ้าสีเขียว

เอาก้อนหินใหญ่โคตรที่วางอยู่หน้าบ้านมาวางบนผ้า

ก้อนหินก้อนนั้นมันค่อนข้างกลม มน

ฉันเองหมุกเป็กมาวางไว้รอบๆ ก้อนหิน

เอาโซ่มาพันก้อนหิน

แล้วตั้งชื่องานว่า

"Contrast"

.

.

สีแดงของผ้าก็คอนทราสกับสนามหญ้าสีเขียว

ผ้าสีแดงสี่เหลี่ยมก็คอนทราสกับรูปทรงกลมมนของก้อนหิน

ความแหลมคมของหมุดเป็กที่หงายขึ้นก็คอนทราสกับความกลมมนของผิวก้อนหิน

ก้อนหินซึ่งเป็นวัตถุธรรมชาติที่ควรจะอยู่กับธรรมชาติ

ก็ถูกรัดรึงไว้ด้วยโซ่ตรวน

.

.

จำไม่ได้แล้วว่าได้คะแนนเท่าไหร่

แต่รู้สึกว่าครูปุ้ยจะชอบอยู่

.

.

มีหนหนึ่ง

หลังจากที่ได้การบ้านในหัวข้อ "Free Style" หนที่ร้อยสิบ

นับตั้งแต่ม.1 เป็นต้นมา

ฉันก็เริ่มคิดอะไรไม่ออก

เช้าวันจันทร์ต้องส่งงานในชั่วโมงตอนบ่ายแล้ว

แต่สี่ทุ่มของคืนวันอาทิตย์ก็ยังคิดอะไรไม่ออก

.

.

ฉันเอาพู่กันจุ่มสีโปสเตอร์แล้วปาดๆไปบนกระดาษร้อยปอนด์

ปาดยังไง ป้ายยังไงก็ออกมาห่วยแตก

โมโหขึ้นมา

เลยเทสี(แม่ง)มันลงบนกระดาษจนหมดทุกขวดเลยเชียว

กระดาษร้อยปอนด์มีสีหนาๆ ชุ่มอยู่บนกระดาษ

โมโหอีก

เลยเอามือนี่แหละขยุ้มๆๆๆๆสีบนกระดาษ

ออกมาเป็นกระดาษร้อยปอนด์ที่เปียกชุ่มไปด้วยสีช้ำเลือดช้ำหนอง

ช่างมันวะ

.

.

เช้ามา

สียังไม่แห้งเลย

กระดาษยังเย็นและมีร่องรอยของกระดาษเปียกอยู่เลย

จะติดกรอบรูปก็ยังไม่ได้

เลยต้องขนไปโรงเรียนทั้งอย่างนั้น

ใช้เวลาช่วงพักกลางวันมาติดกรอบ

พอถึงชั่วโมงศิลปะ

ทุกคนต้องส่งงาน

ครูปุ้ยจะคัดงานที่โดดเด่นมาวางบนราวที่ใส่ชอล์ก แปรงลบกระดาน

.

.

พอครูปุ้ยเห็นงานของฉัน

ครูก็หยิบงานขึ้นไปวางแล้วบอกว่า

"โอ้โห งานของไอ้นัดชิ้นนี้มันส์ชิบหาย"

.

.

หน้าบานไปอาทิตย์หนึ่ง

.

.

ฉันได้รู้จักศิลปินระดับโลกหลายคนก็เพราะครูปุ้ยนี่แหละ

ได้รู้จักงานมาสเตอร์พีซหลายชิ้นก็เพราะครูปุ้ย

ได้รู้จักเทคนิควิธีทางศิลปะก็เพราะครูปุ้ย

ได้เรียนรู้ว่าศิลปะมันอยู่ใกล้ตัวเรานี่แหละ ก็เพราะครูปุ้ย

.

.

แต่ครูปุ้ยก็สอนฉันและเพื่อนๆ ได้ถึงแค่ม.5

ครูก็ย้ายไปสอนที่จอมทอง

พวกเราแม้แต่พวกที่เกเรที่สุด

ก็ยังเสียน้ำตาด้วยความเสียใจ

ครูปุ้ยให้พวกเราเลือกงานของครูเก็บไว้คนละชิ้น

ฉันได้ภาพสเก็ตช์ภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของครูมาเก็บไว้

แต่ตอนนี้

ไม่ต้องถามว่ายังอยู่ดีไหมหรอกนะ

ปลวกกินไปนานแระ

.

.

พอมาเรียนปริญญาตรี

มีวิชาหนึ่งที่เป็นวิชาบังคับของพวกแมสคอมม์

คือวิชา Art Appreciation

ด้วยความที่อยากจะรำลึกถึงครูปุ้ยและวิชาที่เคยร่ำเรียนมา

ฉันก็เลยไปลงเรียนตอนอยู่ปี 3

และฉันก็ได้พบกับครูที่ใกล้เคียงกับครูปุ้ย

เป็นครูที่ห้าวหาญและดุดันมาก

พูดจาโผงผาง แต่สอนมันส์โคตร

.

.

ฉันก็ได้วิชาความรู้เพิ่มขึ้นเพราะวิชานี้นี่แหละ

.

.

และหลังจากนั้นอีก 5-6 ปี

ฉันก็ได้ใช้วิชาความรู้ที่ทั้งครูปุ้ยและครูอีกสองท่านจากวิจิตรศิลป์สั่งสอนมา

มาหากินจนถึงทุกวันนี้

.

.

มันเป็นงานเขียนที่แม้จะได้เงินไม่มาก

(แต่ก็ได้ขึ้นค่าเรื่องเมื่อสองปีก่อนมาหนหนึ่งแล้วนะ

ขอบคุณค่า ถ้าพี่น้องได้อ่านตรงนี้

แต่ถ้าได้เพิ่มขึ้นอีกนิดเป็นค่าข้าวสาวไหมก็คงจะดีฮ่าๆ)

แต่ฉันก็รักมันมาก

แม้ว่าจะมีคนอ่าน คนติดตามไม่มาก

แต่ฉันก็ซาบซึ้งกับผู้อ่านทุกๆคนที่แสดงตัวให้รู้ว่ายังคอยติดตามงานของฉัน

เวลาที่เขียนต้นฉบับ

มันเหมือนกับฉันเปิดประตูเข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการ

โลกของศิลปะที่บริสุทธิ์

โลกที่เต็มไปด้วยสีสัน เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกมากมาย

ทั้งโศก สิ้นหวัง สมหวัง ดีใจ ปลาบปลื้ม ตื้นตัน ฮึกเหิม ฯลฯ

จนกว่าจะเขียนต้นฉบับเสร็จ

ประตูของโลกแห่งจินตนาการจึงจะปิดลง

.

.

ฉันดีใจจริงๆ ที่มีวันนี้

วันที่ชีวิตมีเวลาเข้าไปเยี่ยมเยียนโลกใบนั้นเดือนละสองครั้ง

(แม้ว่าบางครั้งอาจจะรีบเร่งเพราะถูกทวงต้นฉบับก็ตามที ฮ่าๆ)

.

.

และฉันก็คงจะไม่มีวันนี้ได้เลย

หากวันนั้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ฉันไม่ได้เรียนศิลปะกับครูปุ้ย

"อาจารย์ทรงพลศักดิ์ หล้าป่าซาง"

ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะคุณครู

ครู John Keating ใน Dead Poets Society

ก็คงเหมือนครูปุ้ยของพวกเรานั่นแหละค่ะ

.

.

แปะรูปของ Redon

ผู้เป็นปฐมเหตุทำให้อยากเขียนไดในวันนี้เสียหน่อย

มอบให้แด่คุณครูที่อยู่ในความทรงจำของฉันตลอดมาและตลอดไป

To Sir With Love

.

.

 43 ทรงพลศักดิ์ หล้าป่าซาง

 

 

 

     Share

<< -42- ดีใจจังที่ยังเหมือนเดิม-44- อยากให้หนึ่งวันมี 48 ชั่วโมง >>

Posted on Tue 29 Jan 2008 12:12

-48- อาทิตย์เดียวใช้เงินไปแสนกว่า
-46- เสียความรู้สึก
-47- แรง
-45- หายไปแล้ว 2 กิโล
-44- อยากให้หนึ่งวันมี 48 ชั่วโมง
-43- ทรงพลศักดิ์ หล้าป่าซาง
-42- ดีใจจังที่ยังเหมือนเดิม
-41- ความทรงจำสีจาง....แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน
-40- หัดใช้หัวสมองคิดเสียบ้าง ไม่ใช่ใช้หัวแม่ตีนคิด
-39- กาดหลวง
D.I.Y.


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

อ่านแล้วคิดถึงอดิตจังเลยไม่ทราบว่าคุณอยู่รุ่นใหน ฉันจบ ปี 31
สังวาล ปี 31   
Wed 9 Mar 2011 21:47 [10]
 

รักครูเหมือนกัน
นุ้ย   
Mon 5 Jul 2010 21:14 [9]
 

สุดยอดแห่งสุดยอดครูเลยคร้าฟ

ดีใจคับที่ได้รู้จักกับครูปุ้ย

ผัวอี่แต้ม   
Wed 20 Jan 2010 15:47 [8]
 

ขอให้มีความสุขตลอดปี 53 นี้ ได้อ่านข้อความนี้แล้วคิดถึงหนูเสมอ....ปุ้ยหล้าป่าซาง
ปุ้ย หล้าป่าซาง   
Tue 5 Jan 2010 19:26 [7]

คร๊าบ แต่ สายเกินไป แล้ว แหละ

เมาไป แล้ว อ่ะครับ

เกือบ ตาย อิอิ

แล้ว คน ด้าน ล้าง ชื่อ ไร ก้อ ไม่ บอก
ken   
Mon 11 May 2009 18:49 [6]
 

เคน เองอย่าเมาให้มากรู้มั้ย สงกรานต์เจอกัน ^_^
gigalo   
Sun 28 Dec 2008 19:12 [5]
 

รัก พ่อ ที่สุด ใน โลก เลย

เคน หล้าป่าซาง
ken   
Sun 21 Dec 2008 17:21 [4]
 

สุดยอดแห่งความเป็นคูรที่สร้างศิลป์ประดับดินแดนล้านนาหนูรักลูกศิษครูปุ้ย
nan   
Fri 21 Nov 2008 22:06 [3]

ดีใจค่ะ ที่เรามีพี่ชายเก่งและแสนดี
อ้อ   
Tue 4 Nov 2008 19:35 [2]

ถ้าครูปุ้ยได้มาอ่านคงจะดีใจมิใช่น้อยนะ ผมว่า..... ดีใจที่เราได้มีครูและรักครูคนเดียวกัน
มาสิคับถ้าอยู่ไม่ไกล (รึว่ามาทุกปี 555+) ทุกวันที่ 16 เมษายน ของทุกปี ลูกศิษย์ของครูปุ้ยทุกคนจะมาพบปะสังสรรค์ และร่วมรดน้ำดำหัวเป็นประจำทุกปี ผมอยู่พัทยามา 2 ปีแล้วแต่ก้อไปร่วมงานทุกปี หวังว่าปีหน้าคงได้เจอกันนะคับ
gigalo   
Sat 28 Jun 2008 20:27 [1]