-41- ความทรงจำสีจาง....แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

-41-

ตั้งชื่อตามชื่อเพลงแบบนี้

บ้านฉันมักจะเรียกว่า

"ขี้เกียจคิด"

.

.

สืบเนื่องมาจากไดหน้าก่อน

ที่บอกไว้ว่าคราวหน้าจะอัพเรื่องหวานๆ ซึ้งๆ

แต่ก็ทิ้งไว้นานจนอารมณ์หวานๆ ซึ้งๆ จางหาย

แต่ก็จะพยายามขุดคุ้ยมาก็แล้วกัน

.

.

วันสุดท้ายที่งานศพย่า

ก่อนที่จะกลับมาเชียงใหม่

ไอ้ลูกหมาก็ไม่ยอมหลับซักที

ฉันก็เลยเปิดชั้นล่างของตู้เสื้อผ้า

ที่เก็บหนังสือหนังสือข้าวของสารพันสมัยเรียนมาดู

เปิดกล่องขนมสังกะสีออกมา

ก็เจอข้าวของมากมายในนั้น

มีแต่อนุสรณ์แห่งความทรงจำสมัยเรียนป.ตรี

.

.

 41 ความทรงจำสีจาง แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

สองใบข้างบนนี้

เป็นของจังหวัด

ใบซ้ายมือเป็นกระดาษร้อยปอนด์วาดรูปเคลือบพลาสติก

เขียนไว้ว่า

Welcome to CMU

พี่โรงเรียนของฉันสองคน

จริงๆ เป็นพี่โรงเรียนมัธยมหนึ่งคน

และพี่โรงเรียนสมัยประถมอีกหนึ่งคน

เป็นผู้ที่ทำให้ฉันและเพื่อนอีกสองคน

ตอนที่ฉันและเพื่อนๆ ไปสอบสัมภาษณ์ที่ มช

.

.

รุ่นพี่นี่มีความหมายกับเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเข้าเมืองตามลำพังอย่างฉันจริงๆ

พี่แมวกับพี่หม้อมารับฉันกับเพื่อนอีก 2 คนที่ติดวิศวะที่คิวรถ

เราห้าคนนั่งด้านหลังรถสองแถวสีขาว

พี่แมวกับพี่หม้อเอาการ์ดที่เคลือบพลาสติกให้เราคนละใบ

เป็นการต้อนรับอนาคตลูกช้างครั้งแรกเลย

พอเราห้าคนไปถึงโรงเรียนจักรคำฯ

ฉันก็เจอรุ่นพี่หลายสิบคน

เพื่อนๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันเลยอีกสี่สิบกว่าคน

พวกเรานั่งรถเมล์ไปมหาวิทยาลัยกัน

.

.

และจากการพูดคุยกันในรถเมล์

ฉันก็รู้ว่าในบรรดาเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน

มีฉันกับเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกันแค่ 3 คน

ที่ได้การ์ดต้อนรับใบนั้น

เพราะพี่แมวกับพี่หม้อช่วยกันทำให้เรานั่นเอง

.

.

ส่วนการ์ดอีกใบข้างๆ นั้น

เป็นการ์ดเชิญไปงานบาย'เนียร์ของจังหวัด

น่าจะเป็นปีที่ฉันอยู่ปีหนึ่ง

ข้างในมีตัวหนังสือน่ารักคิกขุ

คงจะเป็นตัวหนังสือของรุ่นพี่ผู้หญิงคนใดคนหนึ่งแน่ๆ

.

.

 41 ความทรงจำสีจาง แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

ช่วงเวลาที่ฉันเรียนป.ตรีอยู่นั้น

ที่มหาวิทยาลัยของเรามักจะจัดฉายหนังกันบ่อยมาก

ทั้งหนังจังหวัด หนังเมเจอร์ หนังคณะ

รุ่นพี่เคยเล่าให้ฟังว่า

ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้าไปเรียนสักปีสองปี

มักจะมีหนังกลางแปลงฉายที่สนามหญ้าหอ 4 ชายทุกคืนวันศุกร์

แต่พอฉันเข้าไปเรียน

ฉันก็ไม่เคยเห็นนะ

เห็นแต่หนังคณะ หนังจังหวัด หนังเมเจอร์นี่แหละ

.

.

สมัยนั้น นักศึกษา มช มีโรงหนังเจ้าประจำ

ก็คือโรงหน้งฟ้าธานี

ใกล้ๆ โรงหนังมีอาบอบนวดด้วย

และใกล้ๆ นั้นก็จะมีร้านขายมาม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยสุดๆ

ใส่ปลาหมึกแบบที่ใส่ในเย็นตาโฟน่ะ เยอะโคตรๆ

นักศึกษา มช ขนานนามร้านนั้นว่า

"มาม่าหมอนวด"

เพราะดึกๆ มักจะมีหมอนวดจากอาบอบนวดมากินประจำ

.

.

วกมาที่โรงหนังดีกว่า

สมัยนั้น ใครจะจัดฉายหนังเพื่อหาเงินเข้าจังหวัด เข้าเมเจอร์ เข้าคณะ

ก็ต้องไปที่โรงหนังฟ้าธานี

ค่าบัตรก็ใบละ 20 บาทรวดทุกที่นั่ง

ถ้าหนังสนุก น่าสนใจ คนก็เต็มโรง

ต้องนั่งกับพื้นทางเดินก็มี

.

.

เรื่องบัตรหนังนี่

ถือเป็นการช่วงชิงไอเดียและทำการตลาดกันได้เลย

ตั๋วหนังของใครสีสันสดใส รูปร่างแปลกๆ มีไอเดียไม่เหมือนใคร

บางทีคนก็ซื้อเพราะจะเก็บไว้

บางทีก็ไม่ได้ไปดูหรอก

.

.

จากรูปข้างบน

ด้านซ้าย มีตั๋วหนังสีเขียวๆ ชื่อหนังว่า Big ที่ทอมแฮงค์เล่นนั่นแหละ

เป็นของเมเจอร์ฉันเอง

แต่ฉายตอนที่ฉันยังเรียนอยู่ม.6 อยู่เลย

ฉันไปเห็นอยู่ในตู้เก็บสมบัติเมเจอร์ เลยเก็บมาเป็นที่ระลึก

ส่วนหนังที่ฉายตอนฉันเรียนปี 1 ก็คือเรื่อง The Kiss

ที่อยู่ด้านบน Big นั่นแหละ

.

.

หนังเรื่องที่จำไม่ได้ว่าเมเจอร์ไหนจัดแต่สนุกมาก

เรียกน้ำตาได้ดีมาก

ก็คือเรื่อง Nothing in Common

ทอม แฮงค์เล่นอีกแล้ว

ขายดีจริงเชียว

.

.

บัตรสีเทาๆ ขาวๆ ที่อยู่ใต้ Big

เป็นของใครไม่รู้

แต่ออกแบบเป็นการ์ดวันวาเลนไทน์

หนังเรื่องอะไรก็จำไม่ได้เหมือนกัน

.

.

ส่วนชมรมอีสานก็ฉายหนังเหมือนกัน

เรื่อง Always

ตอนนั้นเพิ่งได้ออสการ์

เพลงประกอบดังมากๆ

Smoke gets in your eyes

พิมพ์ถูกไหมนี่

.

.

เพลงสมัยนั้นที่ดังมากๆ

เห็นจะเป็นเพลงของฟิล คอลลิน

เกลน ฟราย (ชื่ออีตานี่ ออกเสียงยังไงแน่เนี่ย ไม่เคยใส่ใจหาข้อมูลเลย)

อะไรเทือกๆ นั้น

.

.

ส่วนบัตรที่ดูกิ๊บเก๋มีสีสันที่สุด

เป็นบัตรงาน "ขยับปีก" ของแมสคอมม์

สมัยนั้นยังเป็นเมเจอร์หนึ่งในคณะเท่านั้นเอง

เพิ่งได้เป็นคณะเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่นักศึกษาของแมสคอมม์ก็เรียกร้องอิสรภาพ

ขอตั้งเป็นคณะมาตั้งแต่ปีก่อนหน้าฉันจะไปเรียนเสียอีก

.

.

คณะของฉันมีสีประจำคณะคือสีขาว

แต่เวลาเดินขึ้นดอย

แมสคอมม์ก็จะให้น้องๆเมเจอร์เขาใส่เสื้อสีดำ ถือธงดำ

ประกาศตัวว่าอยากจะแบ่งแยกดินแดนเต็มที

.

.

ปีที่ฉันเดินขึ้นดอย

พี่ๆ คณะก็สั่งพวกเราด้วยน้ำตา

เมื่อเห็นแมสคอมม์สวมเสื้อดำ ถือธงดำวิ่งแซงหน้าพวกเรา

พี่ๆ สั่งให้พวกเราร้องเพลงเชียร์

Get it out

เป็นเพลงที่เอาไว้ร้องด่าคู่ต่อสู้

.

.

พี่ๆ ร้องไห้

พวกฉันก็ร้องไห้

ไม่อยากร้องเพลงด่าเพื่อนร่วมคณะอย่างนั้นเลย

ทั้งๆ บางคนในเมเจอร์นั้นก็เป็นเพื่อนที่สนิทกัน

.

.

เศร้าเนาะ

แต่มันก็เป็นวิถีชีวิตช่วงหนึ่งของพวกเราทุกคน

ขณะที่เป็นนักศึกษาเท่านั้นเอง

พอจบมาแล้ว

ก็ไม่เห็นจะคิดถึงเรื่องเมเจอร์ เรื่องอะไรเลย

บังเอิญไปเจอกันที่ไหนก็ทักทายกันดิบดี

คุยกันสนุกสนาน

ทั้งๆ ที่ตอนเรียน แทบไม่เคยคุยกันเลย

.

.

 41 ความทรงจำสีจาง แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

ตั๋วหนังเซ็ทนี้

ที่กิ๊บเก๋กว่าชาวบ้าน

คงจะเป็นตั๋วใบเล็กๆ

ทำเลียนแบบตั๋วรถไฟ

ที่อยู่ด้านขวามือด้านล่างนั่นแหละ

เป็นหนังของเมเจอร์ฝรั่งเศสหรือเปล่า จำไม่ได้ละ

หนังเรื่อง See No Evil, Hear No Evil

เรื่องราวเป็นยังไง....ไม่รู้

เพราะไม่ได้ไปดู

ซื้อไว้เพราะตั๋วมันน่ารักกิ๊บเก๋

(การตลาดใช้ได้เลยแฮะ)

.

.

ส่วนตั๋วสีส้มๆ เหลืองๆ ข้างบน

เรื่อง A Fish Called Wanda

จำได้ว่าเลื่อนแล้วเลื่อนอีกอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง

หรือว่าหลายเมเจอร์ หลายคณะจัดซ้ำกันก็ไม่แน่ใจ

แต่จำเรื่องนี้ได้

เพราะมันออกเสียงคล้ายๆ ชื่อเพื่อนฉันคนหนึ่ง

"วันดา"

.

.

ส่วนตั๋วสีขาวใบใหญ่หน่อยที่ถัดลงมา

เป็นหนังเรื่อง The Lost Boy

ของเมเจอร์หยังก่อบ่รู้

ทำเป็นโปสการ์ด

กิ๊บเก๋เหมือนกัน

.

.

เมเจอร์จิตวิทยาก็เคยจัดละครเวที

ขายบัตรเล็กๆ ที่เห็นเขียนว่า Psycho Drama นั่นแหละ

ไม่ได้ไปดูหรอก

รูมเมทเอามาขายก็ซื้อ

.

.

 41 ความทรงจำสีจาง แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

บัตรสามใบข้างบนนี่ใหญ่โตโอฬารมาก

ล่างสุดน่าจะเป็นของเมเจอร์ฝรั่งเศสนะ

ส่วนเรื่องค็อกเทลเป็นของเมเจอร์ไหนก็ไม่รู้

ส่วนบัตรซ้ายบน

เป็นบัตรลูกทุ่งวิจิตร ของคณะวิจิตรศิลป์

เป็นบัตรลูกทุ่งวิจิตรรุ่นแรกเลย

เพราะลูกทุ่งวิจิตรเริ่มจัดขึ้นแบบเก็บตังค์ ขายบัตรนี่ก็รุ่น 8 นี่แหละ

(แอบไปอ่านมาจากกระทู้ศิษย์เก่าวิจิตรเชียวนะ ข้อมูลนี้)

.

.

 41 ความทรงจำสีจาง แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

งานลูกทุ่งวิจิตร

เป็นงานที่สนุกสนานบ้าบอและมันส์มากๆ

จัดกันที่ศาลาอ่างแก้วนั่นแหละ

ไม่ได้ตะกายไปจัดกลางทุ่งเหมือนในหนังเพื่อนสนิทหรอกนะ

รุ่นหลังๆ พอมีตึกคณะใหม่ ติดประตูเกษตร

เด็กๆ ก็มาจัดกันที่ลานจอดรถหน้าคณะแทน

บัตรใบนี้

ซื้อเพราะกำลังปิ๊งปั๊งกันกับเด็กวิจิตรรุ่น 8 คนหนึ่ง

แต่สุดท้าย

เรื่องมันก็เศร้า

ช่างมันเต๊อะ

.

.

 41 ความทรงจำสีจาง แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน

รูปที่เห็นกองๆกันข้างบนนี้

เป็นรูปรับน้องขึ้นดอยของนักศึกษาวิจิตรศิลป์รุ่น 6

ไปแอบจิ๊กมาจากไหนก็จำไม่ได้แล้ว

แอบจิ๊กมาเก็บไว้เพราะคลั่งใคล้คณะนี้เหลือเกิน

จนถึงกับอยากจะเอนท์ใหม่ไปเข้าวิจิตรศิลป์

.

.

แต่มาถึงตอนนี้

ก็คิดว่า

ดีแล้วที่ไม่หน้ามืดไปเอนท์ใหม่

เพราะถ้าเอนท์ติดจริงๆ

ก็คงเรียนไม่รอด

และไม่ได้มีชีวิตเหมือนทุกวันนี้แน่ๆ

.

.

เดี๋ยวจะส่งรูปพวกนี้ไปให้พี่ตั้มกับพี่เหงี่ยม

เพราะมันคงจะมีความหมายกับพี่เค้ามากกว่าฉัน

.

.

เขียนมาตั้งยาวไม่เห็นหวานซึ้งเลยเนาะ

จริงๆ คืออยากจะเล่าว่า

ตอนที่อยู่บ้านนอก

ช่วงที่มีงานศพย่า

ตอนเย็นวันสุดท้าย

ก็ยกโลงศพย่าไปใส่ปราสาทตั้งนอกบ้าน

ตอนกลางคืนก็มีสวดอภิธรรม

หลังจากที่พระสวดอภิธรรมเสร็จแล้ว

ก็มีคนเฒ่าคนแก่ที่เล่นดนตรีพื้นเมือง

มาเล่นดนตรีกล่อมเรือนเย็นให้

ฉันก็ยุพ่อไอ้ลูกหมาไปเล่นกับเขาด้วย

นานสักพักก็เดินไปดู

นักดนตรีล้อมวงกันกลุ่มใหญ่เลย

พอมองไปที่วงเล็กๆ ที่มีเบสไฟฟ้าต่อลำโพงกับดนตรีสากลที่อยู่ใกล้ๆ

ก็เห็นผู้ชายร่างผอม ตัวเล็ก ผมยาวคนหนึ่งกำลังเล่นเบสอยู่

มองไปมองมา

อ้าว...มันเพื่อนสมัยประถมของฉันนี่นา

พอมองมันจนมันมองมา

มันก็ทำหน้าตกใจนิดหน่อย

ประมาณว่า

"ทำไมเธออ้วนอย่างนี้"

.

.

พอหายตกใจแล้ว

เพื่อนมันก็เอามือข้างหนึ่งมาดัดนิ้วชี้ให้งอไปด้านหลัง

โอย

เห็นแค่นั้น

ฉันก็ตื้นตันมากจนพูดไม่ออกเลย

เพราะตอนเล็กๆ สมัยเรียนประถม

ฉันนิ้วอ่อนมาก

ชนิดที่จับเอานิ้วชี้ข้างซ้ายมาดัดให้งอไปด้านหลังจนปลายนิ้วมาจดหลังมือได้

เพื่อนๆ ทุกคนก็มักจะทึ่งกับความสามารถพิเศษของฉัน

แต่ฉันลืมมันไปแล้ว

ลืมไปนานมากแล้วด้วย

ชนิดที่เรียกว่า

ขึ้นม.ปลายก็แทบจะลืมไปเลยนั่นแหละ

เพราะนิ้วเริ่มแข็งขึ้น

ทำไม่ได้แล้ว

.

.

แต่พอเพื่อนคนนี้มาทำต่อหน้าเป็นเชิงถามฉันว่า

ฉันยังทำได้อยู่ไหม

ฉันก็ยิ้มแล้วส่ายหน้า

ในใจนั้นมันตื้นตันมากๆ

ดีใจว่าขณะที่ฉันหลงลืมเรื่องราวเล็กๆน้อยๆของเพื่อนฝูงไปเกือบหมด

แต่เพื่อนบางคน

ก็ยังจดจำเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ ของฉันได้อยู่หรือ

.

.

จริงๆ แล้ว

ตอนฉันอยู่ ป.4

เพื่อนคนนี้แหละที่แอบชอบฉัน

เขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

เย็นวันหนึ่ง

เพื่อนสองคนนี้มาบอกฉันว่า

ไปเปิดกระเป๋าหน้าดูสิ

.

.

สมัยนั้น

นักเรียนแต่ละคนมักจะใช้ย่ามหรือกระเป๋าผ้า

ไม่ค่อยมีใครได้ใช้กระเป๋าหนังสีดำที่มีกระเป๋าหน้าสองข้างกันนักหรอก

มีฉันกับเพื่อนไม่กี่คนที่ใช้

.

.

พอได้ยินเพื่อนสองคนนี้มาบอกให้ไปดูกระเป๋าหน้า

ฉันก็ไปเปิดดู

มีกระดาษใบเล็กๆ

เขียนไว้ว่า

"ฉันชอบเธอ"

คนที่เขียนก็คือเพื่อนผู้ชายตัวเล็กๆผอมๆ คนนั้นนั่นแหละ

ตอนนั้นฉันโกรธมาก

สมัยนั้นถ้าใครถูกล้อว่าเป็นแฟนใคร

จะเป็นเรื่องที่น่าอายมาก

เหมือนกับทำความผิดร้ายแรง

ฉันโกรธจนร้องไห้

ฉันฉีกกระดาษใบนั้นต่อหน้าเพื่อนสองคนนั้น

พร้อมกับร้องไห้

.

.

มาคิดตอนนี้

ทำทำไมวะเนี่ย

มิน่า

ตั้งแต่นั้นมา

ถึงได้เกิดอาถรรพณ์กับความรักของฉันตลอด

.

.

จริงๆ แล้ว

คืนนั้น

ในงานศพ

ตอนที่ฉันคุยกับเพื่อนคนนั้นด้วยภาษาใบ้

ฉันก็นั่งข้างๆ พ่อไอ้ลูกหมานั่นแหละนะ

แต่ไม่ได้บอกว่าเพื่อนคนนั้นเป็นใคร

และไม่ได้บอกด้วยว่าเพื่อนคนนั้นเคยส่งจดหมายรักให้ฉันด้วย

ขี้เกียจเล่าอ่ะนะ

เดี๋ยวอดตื้นตัน

.

.

ฮ่า ฮ่า

 

     Share

<< -40- หัดใช้หัวสมองคิดเสียบ้าง ไม่ใช่ใช้หัวแม่ตีนคิด-42- ดีใจจังที่ยังเหมือนเดิม >>

Posted on Tue 15 Jan 2008 19:49

-47- แรง
-45- หายไปแล้ว 2 กิโล
-44- อยากให้หนึ่งวันมี 48 ชั่วโมง
-43- ทรงพลศักดิ์ หล้าป่าซาง
-42- ดีใจจังที่ยังเหมือนเดิม
-41- ความทรงจำสีจาง....แบบว่าขี้เกียจคิดชื่อตอน
-40- หัดใช้หัวสมองคิดเสียบ้าง ไม่ใช่ใช้หัวแม่ตีนคิด
-39- กาดหลวง
D.I.Y.
-37- พรสวรรค์ VS พรแสวง
-36- ไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

หวัดดีครับ เข้ามาโดยบังเอิญ ผมรหัส 31 เป็นเพื่อนกับเสงี่ยม+ตั้ม และเป็นเจ้าของบัตรลูกทุ่งวิจิตรใบที่โชว์อยู่น่ะครับ เห็นแล้วน้ำตาไหลเลยเพราะต้นฉบับหายไปแล้ว..ยินดีที่รู้จักนะครับ เขียนไดฯได้น่าอ่านมาก อ่านไปหลายตอนแล้ว คิดถึงเชียงใหม่จัง...
อั๋น   
Mon 10 Nov 2008 20:07 [3]
 

ความทรงจำสีจาง แต่ยากจะลืมเลือน เพราะคิดถึงทีไรรู้สึกใจหายทุกครั้งไป...
เราอาจอยู่รุ่นใกล้ๆกัน จึงมีความทรงจำสีเดียวกัน ก็สีจางๆไงละครับ มนุด'26
อนุชิต   
Wed 22 Oct 2008 20:41 [2]
 

เข้ามาเป็นครั้งแรกด้วยความบังเอิญครับ
...
กำลังค้นหาด้วยคำ "ขยับปีก" ของแมสคอม มช. ก็มาเจอไดอารีของคุณ (นัด?) ได้อ่าน ได้ดูภาพแล้วชวนให้อ่านไปเรื่อยๆ
...
ผมเป็นคนภูเก็ต จบแมสคอม มช.มาหลายปีแล้ว ได้ขึ้นไปเชียงใหม่บ้าง สองปีครั้ง อ่านไดอารีนี้แล้วก็คิดถึงเชียงใหม่กับสมัยเรียน

...
เป็นคนใต้ แต่ก็รักเชียงใหม่นะครับ
(การเมืองไม่เกี่ยว มันคนละเรื่อง 5 5 5)
XciteD   
Mon 8 Sep 2008 9:25 [1]