-21- ของขวัญวันเกิด

-21-

เมื่อวานนี้

เป็นวันเกิดพ่อ

หุ้นกับน้องชาย

ซื้อเสื้อให้พ่อเป็นของขวัญวันเกิด

ตอนแรกคิดว่าจะซื้อนาฬิกา

แต่พอปรึกษาแม่

แม่บอกว่า

พ่อมีอยู่แล้วเรือนหนึ่ง

ไม่ต้องซื้อหรอก

ตอนนี้เกษียณแล้วด้วย

แทบไม่ได้ใส่

ไม่ต้องซื้อนาฬิกาหรอก

ซื้ออย่างอื่นดีกว่า

.

.

เลือกไปเลือกมา

ก็เลยไปลงเอยที่เสื้อคอโปโลสีเหลืองของแอร์โรว์

เอาไปให้พ่อเมื่อวาน

พ่อก็ใส่ได้พอดี

แต่มีคับตรงพุงนิดๆ

.

.

นับตั้งแต่จำความได้

เราสองคนพี่น้อง

ไม่ค่อยได้ให้ของขวัญที่มีราคา

หรือของที่ดีๆ เป็นชิ้นเป็นอัน

ให้พ่อเลย

.

.

ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด ปีใหม่ สงกรานต์

ส่วนใหญ่จะซื้อให้แม่มากกว่า

ไม่ใช่ว่ารักพ่อไม่เท่ากับที่รักแม่

แต่คงเป็นเพราะไม่รู้จะให้อะไรดีมากกว่า

.

.

ซื้อของให้แม่ง่ายกว่า

เพราะรู้ว่าแม่ใช้อะไรบ้าง

เช่นครีมทาหน้า ของใช้

คงเพราะสนิทกับแม่มากกว่าด้วย

เลยคิดถึงของที่จะให้แม่ได้ง่ายกว่า

.

.

จำได้ว่า

ของขวัญชิ้นแรกที่ซื้อให้แม่

คือสบู่นกแก้ว 4 ก้อนแถมแก้วน้ำมีหู ตัวแก้วมีเหลี่ยม

คงจะเลียนแบบเหลี่ยมเพชร

ราคาน่าจะประมาณ 12-15 บาท

จำไม่ได้ถนัดเสียแล้ว

เพราะตอนที่ซื้อนั้น

อายุประมาณ 9 ขวบ

แคะกระปุกออมสิน

ไปซื้อที่ร้านป้านากใกล้ๆ บ้าน

.

.

และด้วยความเห่อ

อยากอวดแม่เร็วๆ

เลยเอาของขวัญให้แม่ก่อนวันเกิดแม่ซัก 2-3 วัน

เขาว่ากันว่า

ไม่ควรให้ของขวัญก่อนวันเกิด

ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ทำไมถึงห้ามกันอย่างนั้น

หรือจะมีอาถรรพณ์?

.

.

อาถรรพณ์จะมีจริงหรือเปล่าไม่รู้

แต่ที่แน่ๆ

ปีนั้น พอถึงวันเกิดแม่

ฉันก็โดนตียกใหญ่

เพราะเรื่องเดิมๆ

คือขี้เกียจนั่นแหละ

.

.

จำได้ว่าแค้นแม่มาก

อุตสาห์แคะกระปุกออมสินไปซื้อของขวัญมาให้

ยังมาตีเราอีก

รู้งี้ไม่ให้ของขวัญอะไรก็ดี

.

.

เลยซึ้งกับที่ "เขาว่ากันว่า"

ไม่ควรให้ของขวัญก่อนวันเกิด

ก็ปีนั้นแหละ

.

.

ตอนฉันยังเด็ก

ฉันคาดหวังและเฝ้ารอของขวัญวันเกิดทุกปี

ป้าๆ พี่ๆ ก็จะเอาของขวัญวันเกิดมาให้

มีครอบครัวของป้าครอบครัวหนึ่ง

เป็นครอบครัวที่ละเอียดอ่อนมาก

จะมีของขวัญมาให้ฉันทุกปี

แต่ฉันจำของขวัญชิ้นหนึ่งได้ขึ้นใจ

มันเป็นตุ๊กตาทหารอังกฤษสวมหมวกทรงสูง

ตอนนี้ก็ยังอยู่ในตู้โชว์ที่บ้าน

.

.

แต่พอพ้นวัยทอง

พ้นวัยเด็กไปแล้ว

ของขวัญวันเกิดก็ค่อยๆ ซาไป

.

.

มีของขวัญชิ้นใหญ่จากพ่อแม่อยู่ชิ้นหนึ่ง

ตอนนั้นฉันอยู่ม.4

พ่อกับแม่ซื้อนาฬิกาข้อมือให้

แต่ฉันแอบรู้ก่อนที่พ่อแม่จะเอาให้ตั้งเกือบสองอาทิตย์

เพราะบ้านฉันอยู่บ้านนอก

ดังนั้น

นาฬิกาเรือนนั้น

พ่อจึงไปซื้อเมื่อได้ไปเชียงใหม่

ซึ่งก็ใช่ว่าจะได้ไปบ่อย

มันจึงมานอนแอ้งแม้งอยู่ชั้นบนของตู้เสื้อผ้าของแม่ตั้งนาน

.

.

ไม่แน่ใจว่า

พ่อหรือแม่แอบแง้มความลับนี้ยังไง

ฉันถึงจับประเด็นได้ว่า

ของขวัญวันเกิดของฉันปีนั้น

คือนาฬิกาข้อมือ

รู้สึกว่าแม่จะถามประมาณว่า

ที่โรงเรียน

มีเพื่อนใส่นาฬิกาข้อมือมีราคากันบ้างไหม

อะไรแบบนี้แหละ

.

.

ฉันแอบไปเปิดตู้เสื้อผ้าของแม่

และก็เจอกล่องนาฬิกาวางอยู่บนนั้นจริงๆ

มันเป็นนาฬิกาข้อมือไซโก้สายหนัง

หน้าปัดเล็กๆ

สายสีดำ

มันเป็นนาฬิกาที่สวยที่สุดในโลกเลยสำหรับฉัน

ฉันลองสวมมันดู

ยิ่งดูมันก็ยิ่งสวย

.

.

ฉันแอบไปลองสวมนาฬิกาทุกเย็นก่อนพ่อแม่กลับบ้าน

ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์

จะอาศัยเวลาที่พ่อแม่ออกไปนอกบ้าน

ก็จะแอบไปลองสวมนาฬิกาอีก

ด้วยความปลาบปลื้ม

.

.

พอถึงวันเกิดจริงๆ

พอพ่อกับแม่เอาของขวัญวันเกิดมาให้

ฉันก็ยังตื่นเต้นอยู่

และสวมมันด้วยความรู้สึกที่ดีใจจริงๆ

.

.

ตอนนี้นาฬิกาเรือนนั้น

เหลือแต่ตัวเรือน

สายหนังนั้นขาดไปนานแล้ว

เคยหาสายใหม่ใส่ให้เหมือนกัน

แต่มันแข็ง

ยังไงก็ไม่ดีเท่าอันแรก

ตอนนี้ตัวเรือนนาฬิกา

อยู่ในกล่องเก็บสมบัติ

.

.

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย

มีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

เป็นเพื่อนสนิทที่มีเวลาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น

รู้จักมันเพราะเป็นกรรมการหอพักด้วยกัน

ไปอบรมกรรมการหอด้วยกัน

ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน

.

.

มันเป็นผู้ชายที่เซอร์มาก

(วัยรุ่นเดี๋ยวนี้ยังใช้คำว่า "เซอร์" อยู่หรือเปล่าเนี่ย)

มันเข้ามาคุยกับฉันตอนที่พักระหว่างกิจกรรม

เหตุเพราะฉันแนะนำตัวไปว่า

ชอบอ่านหนังสือ

มันเลยมาคุยกับฉัน

และเราก็รู้สึกว่า

เรามีอะไรคล้ายกันมากจริงๆ

ทั้งชีวิต ความคิดและจิตใจ

ทั้งๆ ที่เราสองคนเป็นเพื่อนต่างเพศ

.

.

หนึ่งเดือนในช่วงซัมเมอร์

เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเยอะมาก

เพราะเรามีเรียนวิชาของคณะสังคมเหมือนกัน

พอฉันเรียน IR เสร็จ

ก็วิ่งไปหามันที่กำลังจะเข้าเรียน Law ที่ตึกข้างๆ

ไปนั่งเรียนกับมันซะงั้นแหละ

จนเพื่อนคณะมันเม้าท์ว่า

ฉันแอบชอบมัน

.

.

โธ่ หารู้ไม่

ฉันชอบเพื่อนเมเจอร์มันต่างหาก

และเพื่อนมันคนนั้นก็เรียนวิชา Law ด้วย

ฉันเลยแอบไปมองเพื่อนมันหาความสุขใส่ตัวต่างหากล่ะ

.

.

เราเรียนเสร็จ

เราสองคนก็จะเดินกลับมาที่หอพักของฉัน

เรามานั่งถกกันเรื่องวรรณกรรมมากมาย หลายเรื่อง

แต่เรื่องที่เรารักมากที่สุดคือ

"เจ้าจันท์ผมหอม : นิราศพระธาตุอินทร์แขวน"

ของพ่อครูมาลา คำจันทร์

มันมาขอยืมหนังสือเล่มนี้จากฉันไปอ่าน

ฉันย้ำแล้วย้ำอีก

ว่าต้องถนุถนอมหนังสือของฉันดีๆ นะ

มันยืมหนังสือไปไม่ถึงอาทิตย์ก็เอามาคืน

ในสภาพที่ดีเหมือนเดิมจนฉันแปลกใจ

เพราะฉันเป็นคนหวงหนังสือมาก

และไม่เคยเจอคนที่ยืมหนังสือฉันไปแล้ว

กลับคืนมาในสภาพเลยซักคน

.

.

มันบอกว่า

จริงๆแล้วมันใช้เวลาอ่านแป๊บเดียวก็จบแล้ว

แต่ที่ยืมไปนาน

เพราะอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก

ฉันบอกมันว่า

ฉันซื้อมาจะได้เดือนหนึ่งละ

ยังไม่ถึง 1 ใน 3 ของเรื่องเลย

เพราะฉันอ่านวันละหน้าสองหน้า

ไม่อยากอ่านมากกว่านี้

เพราะไม่อยากให้มันจบ

.

.

เราใช้เวลาน้อยนิดที่เราได้เจอตลอดซัมเมอร์นั้น

คุยกันแต่เรื่องหนังสือ

และความฝันของเรา

เพื่อนฉันมันเรียนเกษตร

แต่ซัมเมอร์ปีนั้น

มันไปสอบเอนทรานซ์

สมัยที่เราเรียน

เราเลือกคณะได้ถึง 6 อันดับ

แต่เพื่อนฉันเลือก 3 อันดับ

มีวารสาร ธรรมศาสตร์ อันดับหนึ่ง

อีกอันดับหนึ่งคือ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ของจุฬาใช่หรือเปล่าน้อ

และมันก็บอกว่า

มันไม่ได้ไปสอบวิชาบังคับของพาณิชย์ฯ

ดังนั้น

ถ้าผลสอบของมันออกมาว่าเอนท์ติด

ก็ให้รู้กันว่าติดวารสาร

.

.

วันที่ประกาศผลเอนท์

ฉันอยู่ที่บ้านนอกแล้ว

ฉันต้องขี่รถไปที่ตลาด

เพื่อไปโทรทางไกลถามพี่ๆในกลุ่มกรรมการหอ

ว่าไอ้กุ้งมันเอนท์ติดไหม

พี่ป้อบอกมาว่า

กุ้งมันเอนท์ติดนะ ตอนนี้ลงไปกรุงเทพแล้ว

แค่นั้นแหละ น้ำตาฉันก็ไหลพราก

ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เพื่อนฉันมันลงไปสอบสัมภาษณ์ที่กรุงเทพ

และหายไปเลย ไม่ติดต่อใครค่อนปี

พอมันติดต่อฉันและเพื่อนๆ มาอีกครั้ง

มันก็บอกว่า

"พวกแกอย่าได้น้อยใจไปเลย

ที่ฉันไม่ได้ติดต่อพวกแก

เพราะแม้แต่แม่ฉัน

ฉันก็ยังไม่ติดต่อไปเลย

จนแม่ไม่เอาเงินเข้าธนาคารให้

ฉันถึงได้ติดต่อแม่"

.

.

เวรดีแท้

ขอให้แกมีลูกไวๆ

.

.

เล่าเรื่องเพื่อนมามากมาย

จะบอกแค่ว่า

ช่วงแรกๆ ที่เราห่างกัน

จนถึงหลังจากนั้นอีกหลายปี

เราต่างมีของขวัญวันเกิดให้กันเสมอ

.

.

ตอนฉันเรียนปี 4

มันเรียนปี 2

มันพาเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาเชียงใหม่

เป็นเพื่อนคณะมัน

เพื่อนมันคนนั้นชื่อ แอ๊ป

เป็นเด็กผู้หญิงผมยาวสลวย หน้าตาน่ารักมาก

ฉันรู้สึกช็อกนิดๆ

ไม่ได้รู้สึกช็อกเพราะคิดว่าแอ๊ปเป็นแฟนมันหรอก

แต่ช็อกเพราะรู้สึกว่า

แอ๊ปคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของมัน

แทนที่ฉันแล้วหรือนี่

.

.

ฉันไม่เคยคิดอะไรกับมันมากกว่าเพื่อนเลยจริงๆ

และไม่เคยรู้สึกหวงอะไรกับคนที่มันรักเลย

แต่ฉันจะหวงและรู้สึกน้อยใจอย่างมาก

ถ้ามันมีเพื่อนสนิทมากไปกว่าฉัน

.

.

นิสัยไม่ดีเนาะ

.

.

ยิ่งกว่านั้น

มันยังพาแอ๊ปมานอนกับฉันด้วย

แอ๊ปเป็นคนเงียบๆ

แต่ในความเงียบ

ฉันเริ่มเรียนรู้ว่าแอ๊ปเป็นสาวที่ติสต์มาก

ควรจะเรียนวิจิตรศิลป์มากกว่าวารสาร

.

.

เราคุยกันมากแค่ไหนนะ

ฉันจำได้ว่าไม่มากและไม่น้อย

แต่ตอนที่เรามาคุยกันที่ใต้หอพักกันสามคน

เพื่อนฉันก็บอกว่า

"ไอ้แอ๊ปบอกว่าคุยกับแกเหมือนกับคุยกับฉันเลย"

แอ๊ปก็ยิ้มและพยักหน้าแล้วเสริมว่า

อยู่ฉันก็ได้ฟีลเดียวกันเหมือนอยู่กับกุ้ง

.

.

ดีใจจัง

.

.

ครั้งนั้น

เพื่อนฉันเอาสร้อยข้อมือหอยตัวเล็กๆมาฝาก

มันบอกว่า

มันซื้อไว้ตั้งแต่ไปรับน้องที่เพชรบุรี

เก็บไว้ 2 ปี

ถึงมีโอกาสเอามาให้กับมือ

.

.

และหลังจากนั้น

มีของขวัญชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่งจากมัน

เป็นกระดาษเอสี่เย็บเล่มใส่ห่วงหนาพอประมาณ

ข้างในพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด

เป็นจดหมายที่เพื่อนฉันเขียนถึงฉัน

มันเขียนเก็บใส่สมุดบันทึกไว้ตอนที่มันไปเที่ยวเกาะช้างคนเดียวตอนอยู่ปี 3

.

.

มันบอกว่าเขียนไว้ทุกวัน

พอกลับถึงกรุงเทพ

มันก็พิมพ์ดีดเองทีละหน้าๆ

แล้วเอาเข้าเล่ม

ส่งให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิด

.

.

ฉันตั้งใจอ่านทุกหน้าที่เพื่อนเขียน

อ่านแต่ละหน้าก็ยิ้มแก้มปริ

มีหน้าหนึ่งมันเขียนไว้ประมาณว่า

มานั่งอยู่ริมทะเล

ด้วยบรรยากาศมันชวนให้เหงาจับใจ

แต่มันก็ไม่เหงา

เพราะมันรู้ว่า

อีกฟากหนึ่งของขอบฟ้า

มีฉันเป็นเพื่อนมันอยู่ที่นั่น

.

.

ซึ้งจัดเลยแก

.

.

และฉันก็ชอบทวงของขวัญวันเกิดจากมันทุกปี

มันก็ทวงของขวัญจากฉันทุกปี

แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าๆ

เราก็ห่างกันไป

เฉลี่ยแล้วปีหนึ่ง

ติดต่อกันประมาณ 1 ครั้งได้ละมั้ง

ถึงวันเกิดใคร

ก็ไม่ได้ทวง

ยังมีลืมเสียอีกด้วยซ้ำ

ได้เจอกันใน msn

ก็ไม่ค่อยมีเวลาคุยกันเท่าไหร่

ต่างคนต่างยุ่งเรื่องงาน

.

.

แต่ฉันก็ยังรู้สึกได้ว่า

ความเป็นเพื่อนของเรามันยังคงอยู่

ไม่มีไปรษณียบัตรที่เขียนกลอนส่งถึงกัน

ไม่มีจดหมายที่เขียนเล่าเรื่องราวในชีวิตเป็นสิบๆ หน้า

แต่เรามีความทรงจำในช่วงเวลาดีๆ อยู่เสมอ

และมันก็แจ่มชัดอยู่ในทุกห้วงคำนึงนึกเสมอมา

.

.

ในช่วงอายุที่ความอ่อนเยาว์ในชีวิตลดลงไปอีกนิ๊ดหนึ่งอย่างนี้

ฉันไม่อยากได้ของขวัญวันเกิดเป็นกล่องผูกโบว์อีกแล้ว

เพราะเพียงแค่เปิด sms ที่มีข้อความสั้นๆ

ว่าสุขสันต์วันเกิดนะเพื่อน

หรือโทรศัพท์จากพ่อแม่ที่โทรมาปลุกแต่เช้า

เพื่อบอกว่าขอให้เป็นแม่ที่ดี ขอให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก

(อวยพร 1 นาที และบอกให้ขยันมากกว่านี้

รู้จักเก็บกวาดบ้านเป็นตัวอย่างให้ลูก ฯลฯ อีก 10 นาที)

หรือกอด(ไม่รอบ)จากพ่อไอ้ตัวเล็ก 1 ที

แล้วบอกว่า แก่ไปอีกปีแล้วนะ

(ไม่พูดก็ได้นะยะ)

.

.

แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วล่ะ

.

.

ไม่อยากได้เค้กวันเกิดเลยแม้แต่นิด

.

.

เพราะมันคงต้องเป็นเค้กที่ใหญ่ประมาณเค้กแต่งงาน

ถึงจะปักเทียนได้หมด!

 

     Share

<< -20- ตัดสินใจ-22- เหงาและใจหาย >>

Posted on Sun 4 Nov 2007 1:13

-26- เป็ด
-25- การบ้าน = อดทน = การบ้าน
ความเปลี่ยนแปลง
-23- รูป "กว่าแหล่แม่ฮ่องสอน" เสร็จซะที
-22- เหงาและใจหาย
-21- ของขวัญวันเกิด
-20- ตัดสินใจ
-19- เก็บตก
บรื้น บรื้น
ทางเดินเล็กๆ
กลับมาแล้ว


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

ดากานดา...^^

รอดูก้าวย่างใหม่ของสาวน้อยนะคะ

พี่แทน   
Sun 4 Nov 2007 7:34 [1]