บรื้น บรื้น

-18-

ตอนที่ฉันเรียนป.4

(เป็นเวลาประมาณสิบปีก่อน :P)

ฉันหัดขี่จักรยานเป็นครั้งแรก

เป็นรถบีเอ็ม(เอ็กซ์)ของเพื่อน

มันเป็นจักรยานสีส้มแปร๊ด

ที่ฉันนึกอิจฉาเพื่อนเหลือเกิน

.

.

พ่อของเพื่อนเป็นภารโรงที่โรงเรียนประถมที่ฉันเรียน

พ่อฉันเป็นอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนประถมที่เดียวกัน

เพื่อนฉันมีบีเอ็มเอ็กซ์ขี่

ตัวฉันมีจักรยานเฟสสันของย่า

มันเป็นรถจักรยานที่น่าอิดหนาระอาใจเป็นที่สุด

ก่อนจะขี่มันทีไร ต้องสูบลมทุกครั้ง

เพราะยางรถจะแบนทุกครั้ง

และก็ไม่เคยมีใครเอาไปเปลี่ยนยางเลย

.

.

นอกจากนั้น

จะให้เด็กหญิงที่ยังไม่ทันจะแตกเนื้อสาวก็เริ่มมีเพื่อนชายแอบหมายตา

อย่างฉัน

อายุขบเผาะ

ไปขี่รถถีบเฟสสันคันเบ้อเริ่ม

และไม่ HIP โดยสิ้นเชิง

ได้อย่างไร?

.

.

แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยซื้อจักรยานให้ฉันหรอก

ปล่อยให้ฉันนั่งมองเพื่อนแข่งกันถีบรถถีบแข่งกันอย่างละห้อย

จนวันหนึ่ง

เพื่อนคนนี้ขี่รถถีบมาบ้านฉัน

บอกว่าจะให้ฉันหัดขี่รถถีบ

.

.

โอ้โห

นี่มันเพื่อนฉันเหรอเนี่ย

ใช่เพื่อนที่เป็นลูกภารโรงแน่เหรอ

นึกว่าเป็นลูกนางฟ้ามาเกิดซะอีก

.

.

ประสบการณ์หัดถีบครั้งแรกของฉัน

ไปจบลงที่ป่าไมยราพ

เป็นประสบการณ์ที่แสบสันต์น่าดู

.

.

และตั้งแต่นั้น

ด้วยความที่ใจเตลิดไปกับจักรยาน

คนที่เพิ่งได้จับอะไรเป็นครั้งแรก

มันก็อยากๆๆๆๆๆ

อยากจะถีบรถถีบทั้งวันทั้งคืน

แต่เพื่อนก็ไม่ยอมให้ถีบรถมันอีกแล้ว

มันไม่อยากจะให้รถมันต้องไปซุกอยู่ในป่าไมยราพอีก

ความอยากมันเกาะกุมจิตใจ

จนทำให้เด็กหญิงวัยขบเผาะอย่างฉัน

(ตอนนี้คงจะเป็นขบยวบ)

ยอมหัดขี่รถถีบเฟสสันที่ไม่ HIP โดยสิ้นเชิงคันนั้น

.

.

บรื้น บรื้น

พอถีบรถเป็น

เวลาใครใช้ไปซื้ออะไร

แม้ว่าจะใกล้บ้านชนิดที่เดินไปสิบก้าวก็ถึง

ฉันก็จะต้องขี่รถถีบเฟสสันของย่าไปซื้อของทุกครั้ง

แต่จู่ๆ

วันหนึ่ง

ฉันก็นึกเบื่อขึ้นมาเฉยๆ ซะงั้น

(ฉันใช้ศัพท์วัยรุ่นได้ด้วย ยืนยันได้ว่าเรื่องมันเกิดเมื่อประมาณสิบปีที่มาผ่านจริงๆ :P)

.

.

พอขึ้นป.6

ขี่จักรยานมันไม่ค่อย HIP กิ๊บเก๋เสียแล้ว

เพื่อนๆ ในห้องบางคนเริ่มขี่มอเตอร์ไซด์ได้แล้ว

.

.

ตอนนั้น

จำได้ว่าแม่ใช้รถยามาฮ่า รุ่นไหนก็จำไม่ได้เสียแล้ว

แต่แน่ๆ เป็นรุ่นที่ออกมาก่อนรุ่นดรีมคุรุสภาประมาณ 10 ปีเห็นจะได้

มันจะกี่แรงม้า

จะทำความเร็วได้มากที่สุดเท่าไหร่

ฉันไม่อาจจะรู้ได้

เพราะไม่เคยเห็นแม่ขี่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซักที

.

.

ฉันหัดขี่มอเตอร์ไซด์กับยามาฮ่าของแม่คันนี้นี่แหละ

แต่หัดตอนเรียนอยู่ ม.2-ม.3 โน่นแน่ะ

.

.

บ้านเราเป็นครอบครัวครูประชาบาล

ที่พ่อแม่มีเงินเดือนจำกัด

แม่เป็นคนควบคุมค่าใช้จ่ายในครอบครัว

อีกอย่างหนึ่ง

เราอาศัยอยู่ในชนบทเล็กๆ ที่ห่างไกล

การมีมอเตอร์ไซด์ใช้ก็นับว่าโก้หรูแล้ว

.

.

แต่พอฉันเรียนป.5

วันหนึ่งพ่อกับแม่หายไปทั้งวัน

ย่าบอกว่าพ่อกับแม่ไปเชียงใหม่

ฉันก็เฝ้ารอของฝากจากเชียงใหม่

อยากรู้ว่าพ่อกับแม่จะซื้ออะไรมาฝาก

จนกระทั่งเย็น

ก็มีเสียงรถยนต์ดังเข้ามาในบ้าน

เป็นที่น่าตื่นเต้นตกใจแก่ผู้คนในละแวกนั้น

เพราะในอำเภอชนบทของฉันนั้น

ไม่มีใครมีรถยนต์ในครอบครองมาก่อน

.

.

รถยนต์คันแรกของครอบครัวเรา

เป็นรถกระบะตอนเดียวสีขาว

พ่อขับโดยมีแม่นั่งคู่กัน

ฉันตื่นเต้นมาก

กับรถคันนี้

.

.

อีกหลายปีผ่านไป

ฉันถึงได้มีโอกาสหัดขับรถยนต์

ก็หัดกับกระบะคันนี้นี่แหละ

.

.

แต่ก็นั่นแหละ

ด้วยความที่แม่เป็นห่วงทั้งคนและรถ

จึงทำให้ฉันมีชั่วโมงบินในการฝึกหัดขับรถคันนี้

ประมาณปีละครึ่งชั่วโมง

ไปหัดขับในสนามกีฬาโรงเรียนประถมรวม 3 โรง

(พ่อเป็นประธานกลุ่มโรงเรียนประถม จึงใช้เส้นไปใช้สนามกีฬาโรงเรียนอื่นได้)

ไปหัดขับในสนามกีฬาโรงเรียนมัธยม 1 โรง

(โรงเรียนฉันเอง พ่อขออนุญาตผ.อ.โรงเรียนไว้ก่อนแล้ว)

ช่วงห้าปีแรกที่หัดขับ

ได้ออกถนนใหญ่ 1 ครั้ง

เป็นเส้นทางไปอีกอำเภอหนึ่ง

ซึ่งมีเหมืองแร่ขนาดย่อมอยู่

.

.

แน่นอนว่ารถพ่วง รถแร่ เพียบ

และมันก็เป็นทางภูเขา

ทั้งคดโค้ง ลาดเอียงและสูงชันนิดๆ

เวลารถวิ่งไปถึงถนนที่ลาดเอียง

ฉันก็ตะโกนออกมาอย่างตกใจ

กลัวรถจะเอียงจะล้ม

หัดขับไปได้ประมาณ 20 กิโลเมตร

ก็ต้องวกรถกลับ

แต่ขากลับนี่ น่ากลัว

รถพ่วงประมาณ 3-4 คันวิ่งตามหลัง

ใครที่เคยถูกรถพ่วงตะบึงห้อไล่จี้ตามหลัง

คงจะเข้าใจความรู้สึกของฉันดี

.

.

{มันจะรีบไปตายไหนวะ

กูเพิ่งหัดขับรถนะโว้ย}

-ในวงเล็บปีกกา เป็นเสียงจาก dark side ของเด็กสาววัยขบเผาะ-

แล้วฉันก็เหยียบคันเร่งเกือบมิดเพื่อหนีรถพ่วงบ้าพลัง

จนกระทั่งขึ้นเนิน

รถพ่วงก็เปลี่ยนจากตะบึงห้อเป็นคลาน

หืออออ สมน้ำหน้าคิง

.

.

การหัดขับรถบนทางหลวงชนบทครั้งนั้น

คาดว่านอกจากฉันที่เหงื่อแตกกาฬแล้ว

พ่อก็คงจะนึกดีใจที่รอดชีวิตมาได้

เพราะตั้งแต่นั้นมา

พ่อก็ไม่เคยชวนไปหัดขับรถอีกเลย

.

.

ฉันไม่เคยมีจักรยานเป็นของตัวเองเลย

พอมาเรียนปริญญาตรี

ปีแรกก็ยังนั่งรถแดงไปเรียนตึกโน้นตึกนี้

เดินเอาบ้างก็มี

แต่พอขึ้นปี 2

กิจกรรมต่างๆ เริ่มมากขึ้น

เพื่อนหลายคนเอามอเตอร์ไซด์มาใช้กันแล้ว

ฉันเป็นชนกลุ่มน้อยในกลุ่มเพื่อนที่ไม่มีมอเตอร์ไซด์

แต่อาศัยว่าประสบการณ์การขี่มอเตอร์ไซด์เยอะกว่าเพื่อนที่มี

ฉันจึงได้เป็นสารถีให้เพื่อนอยู่บ่อยครั้ง

.

.

เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งเป็นเพื่อนเมเจอร์

เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างรูปโปร่ง

ผมยาวสยายดำขลับ

หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา

แต่แม่เธอถอยยามาฮ่า เทน่าให้

ซึ่งมันเป็นจักรยานที่เท่ เหมาะกับผู้ชายหน้าตาหล่อๆ

แต่เธอคนนี้

มักจะสวมเสื้อนักศึกษาแขนตุ๊กตาพองๆ

เนื้อผ้ามันๆ

กระโปรงยาวปักลวดลายดอกไม้

รองเท้าส้นสูงพองาม

ผมยาวสยายดำขลับผูกโบว์อยู่เหนือศีรษะ

.

.

เข้ากับยานพาหนะของเธอเป็นอย่างยิ่ง!

.

.

มีอยู่ปีหนึ่ง

ที่ฉันกับเธอมีวิชาเรียนเกือบเหมือนกัน

เราจึงไปไหนมาไหนด้วยกันเกือบทุกวัน

ปีนั้น

ฉันอกหักจากผู้ชายกรุงเทพ

จึงไปหั่นผมยาวเป็นผมซอยสั้น

นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

เพราะมันไม่ได้เท่เลย

แต่มันน่าเกลียดมาก

.

.

สมัยนั้น

นักศึกษาหญิงที่สวมชุดนักศึกษากับสวมชุดไปรเวทมีพอๆกัน

อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไร

ขอแค่ให้ชุดไปรเวทเป็นเสื้อชมรม เสื้อจังหวัด เสื้อเชิ้ตที่ดูสุภาพก็พอ

.

.

ใครที่ใส่ชุดนักศึกษา

ก็จะมียูนิฟอร์มที่คล้ายคลึงกันคือ

เสื้อแขนตุ๊กตา หรือแขนที่ซ้อนทับกันเหมือนกลีบดอกไม้

เนื้อผ้ามันๆ เบาๆ

อาจจะมีจีบบนแถวๆ หน้าอก

กระโปรงต้องเป็นกระโปรงยาว

อาจจะเป็นผ้าหนังไก่ ปักลวดลาย

ถ้าเป็นกระโปรงสั้น ต้องเป็นกระโปรงทรงเอ

อีกสองสามปีถัดมา

กระโปรงยาวประมาณครึ่งหน้าแข้งจนถึงข้อเท้า จับพลีททั้งตัว

ก็เริ่มได้รับความนิยมแทน

ส่วนรองเท้า

มักจะเป็นรองเท้ากำมะหยี่ ส้นเตี้ย

มีโบว์ผูกด้านหน้า

ส่วนทรงผม

80 เปอร์เซ็นต์

มักจะตีโป่งตั้งกระบัง

ราวกับว่าคนออกแบบทรงผมได้ตายในบังเกอร์หลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

และมาเกิดเป็นช่างผมคนดัง คิดทรงผมทรงนี้ออกมา

.

.

ส่วนใครที่สวมชุดไปรเวท

ก็มักจะเป็นเสื้อเชิ้ต

ซึ่งจะเป็นเสื้อเมเจอร์ เสื้อจังหวัด เสื้อชมรม

เสื้ออะไรก็ว่าไป

แต่ละเมเจอร์ แต่ละจังหวัด แต่ละชมรมก็จะจับจองสีประจำกลุ่มของตัวเองไว้

หากเมเจอร์ไหนตัดเสื้อเมเจอร์สีใกล้เคียงเมเจอร์อื่น

ก็มักจะถูกค่อนขอดกันอย่างลับๆ

ส่วนกางเกงนั้น มักจะเป็นกางเกงยีนส์ทรงกระบอกยักษ์

เหมือนที่อ้อม สุนิสานุ่งตอนออกเทปชุดแรก

~ถอยดีกว่า ม่ายอาวววว ดีกว่า~

ชุดนั้นแหละ

(อ้อม สุนิสาเพิ่งออกเทปชุดแรกเมื่อเกือบๆ สิบปีที่ผ่านมาใช่ป่ะ?)

.

.

รองเท้า

ต้องเป็นรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ส ออลสตาร์หุ้มข้อสีขาว

ถึงจะกิ๊บเก๋ได้โล่ห์

แต่มีกฎกติกามารยาทว่า

ต้องพับข้อลงมาด้วยและไม่ใส่ถุงเท้า

ถึงจะเท่โคตรๆ

(ทำไมไม่ซื้อรองเท้าแบบไม่หุ้มข้อมาใส่ให้หมดเรื่องหว่า?)

.

.

ฉัน...ในตอนนั้น

ผมซอยสั้น ตัวผอมๆ (อดีตตตต มันเป็นอดีต)

สวมเสื้อเมเจอร์ตัวโคร่ง

นุ่งกางเกงยีนส์ทรงกระบอกยักษ์สีซีด

คาดเข็มขัดหนังสีน้ำตาลหัวเรซิ่นหลากสี (เพื่อนให้มา)

สวมรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ด ออลสตาร์สีขาวหุ้มข้อและพับลง

มักจะไปไหนมาไหนกับเพื่อนสาวคนที่พูดถึงข้างบนทุกวัน

ในสภาพนี้แหละ

.

.

ช่วงนั้นฉันอกหักรักคุด

ก็นึกน้อยใจในชะตาชีวิต

ว่าทำไมหาแฟนสักคนถึงได้ยากเย็นนัก

มารู้ทีหลังว่า

ผู้ชายที่แอบชอบเพื่อนสาวของฉัน

เคียดแค้นฉันเป็นอย่างยิ่ง

ต่างพากันบ่นในหมู่เพื่อนผู้ชายว่า

"กูสู้อีทอมนั่นไม่ได้ตรงไหนวะ"

กรี๊ดดดดดดดดดด

.

.

อีกครั้งหนึ่ง

มีพี่ป.โท คณะเกษตรคนหนึ่ง

แอบชอบเพื่อนฉันมาก แต่เพื่อนสาวของฉันไม่ชอบ

เพราะพี่คนนั้นอายุประมาณ 30 แต่ใบหน้าใกล้ 50

เพราะพี่ลุงคนนี้รุกหนัก

เพื่อนฉันคนนี้จึงตัดสินใจชวนเพื่อนๆ ในกลุ่มประมาณ 6-7 คน

ขี่มอเตอร์ไซด์ไปหาพี่ลุงคนนี้ถึงหอพัก

เพื่อไปบอกให้ชัดเจนว่าเธอไม่ได้คิดอะไรกับพี่ลุงแม้แต่นิด

ฉันและเพื่อนๆ นั่งบนอานมอเตอร์ไซด์รออยู่หน้าหอพักชาย

ปล่อยให้เพื่อนสาวคนสวยจัดการตัดสัมพันธ์กันเอง

เธอคุยกับพี่ลุงคนนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง

ก็เดินเชิดหน้าออกมาหาพวกเรา

เธอเล่าให้พวกเราฟังตอนกินข้าวเย็นว่า

พี่ลุงคนนั้น พอได้ยินเธอตัดสัมพันธ์(ข้างเดียวของพี่แก)

พี่ลุงก็ชำเลืองมองมาที่ฉันซึ่งนั่งเท่อยู่บนอานมอเตอร์ไซด์ยามาฮ่า เทน่า

พี่ลุงทำหน้าปลงตกแล้วบอกกับเพื่อนสาวฉันว่า

"พี่เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าน้องเป็นแบบนั้น พี่ก็คงจะไม่ยุ่งกับน้องอีก"

อารามดีใจ เพื่อนฉันก็เลยเดินตัวปลิวมาหาพวกเรา

ก่อนที่จะมานั่งตีความกันว่า

พี่ลุงคิดว่าฉันกับเพื่อนสาวของฉันเป็นเลสเบี้ยน!

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

มิน่า ก็ว่าทำไมหาแฟนไม่ได้ซักที กรู!

.

.

ฉันออกทะเลไปถึงอ่าวตังเกี๋ยแล้วใช่ไหมนี่

กลับมาสู่เรื่องราวที่เข้ากับชื่อเรื่องหน่อยดีกว่า

หลังจากที่เป็นสารถีให้เพื่อนสาวอยู่ 1 ปีเต็มๆ

หลังจากที่อ้อนวอนแม่ขอรถมอเตอร์ไซด์

แม่ก็ใจอ่อน ถอยมอเตอร์ไซด์ให้คันหนึ่ง

เป็นรถยามาฮ่า เบลล์

จริงๆ มันก็เริ่มจะตกยุคแล้วล่ะ

แต่ผู้ชายคนที่ฉันชอบ คนที่หักอกฉันนั่นแหละ

เขาใช้ยามาฮ่า เบลล์

ฉันก็เลยคิดว่า ดีแล้ว

อย่างน้อยก็ได้ใช้รถรุ่นเดียวกัน

ถึงไม่ได้เป็นแฟนเขา

แต่ใช้รถรุ่นเดียวกันก็ยังดี

.

.

จนถึงปัจจุบันนี้

รถคันนี้ก็ยังจอดอยู่หน้าบ้านฉันนี่แหละ

แต่ทะเบียนขาดไปสามสี่ปีเห็นจะได้

.

.

ฉันใช้ยามาฮ่าเบลล์คันนี้ตั้งแต่เรียนปีสามจนถึงเรียนป.โท

จนถึงทำงาน

ฉันว่าหลายปีก่อนหน้านี้

อากาศบ้านเรายังไม่วิปริตขนาดนี้นะ

ขี่มอเตอร์ไซด์กลางแดดก็ยังไม่รู้สึกว่าผิวถูกเผาเกรียมอย่างทุกวันนี้

เวลาหน้าฝน

ก็ใส่เสื้อกันฝนเสีย

พอถึงหน้าหนาว

ก็สวมถุงมือ ใส่เสื้อแจ๊กเก็ตหนาๆ ก็อุ่นดี

แต่หน้าจะชาเพราะความเย็นที่กัดผิว

.

.

เพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่ง

ที่ได้สนิทสนมตอนเรียนป.โท

และเคยมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกันปีหนึ่ง

เคยพูดกับฉันว่า

"ฉันชอบขี่มอเตอร์ไซด์ว่ะ ชอบเวลาขี่รถดึกๆ แล้วลมเย็นๆ มันปะทะหน้า

สดชื่นจะตายไป"

.

.

แต่ตอนนั้น

เพื่อนฉันหลายๆคนก็เริ่มถอยรถเก๋งกันแล้ว

ฉันซึ่งเรียนป.โท ยังไม่มีรายได้

ก็นึกแอบอิจฉาเหมือนกัน

(เป็นคนนิสัยไม่ดีตั้งแต่เด็ก ไม่เชื่อกลับไปอ่านข้างบน)

และบางครั้งก็รู้สึกอายเพื่อนๆ เหมือนกัน

ที่เพื่อนๆ เขามีเงินซื้อรถยนต์กันแล้ว

แต่ฉันยังต้องขี่มอเตอร์ไซด์ไปไหนมาไหนอยู่

.

.

แต่มีอยู่คืนหนึ่ง

ที่ฉันจำได้ขึ้นใจ

มันเป็นคืนที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปีนี่เอง

มันเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มเกือบห้าทุ่ม

ฉันขี่รถกลับหอ

ขณะที่ติดไฟแดงอยู่

ข้างๆ ฉัน

เป็นผู้ชายสองคน ขี่จักรยานเก่าๆ สองคัน

แต่ละคนสวมกางเกงสแล็กเก่าๆ

เสื้อเชิ้ตลายตารางเก่าๆ ที่มีสภาพดีกว่าผ้าขี้ริ้วหน่อยหนึ่ง

สวมหมวกปีกกว้าง

รองเท้าแตะคีบที่ไม่น่าใช่นันยาง

เพราะนันยางมันเป็นรองเท้าแตะที่ราคาแพงนะ

มีกระบะไม้ที่ทำเหมือนกระเป๋าเจมส์บอนด์สะพายแล่ง

นี่มันเป็นยูนิฟอร์มคนเร่ขายล็อตเตอรี่ชัดๆ

.

.

ฉันแอบได้ยินเขาสองคนคุยกันด้วยภาษาถิ่นอีสาน

คนหนึ่งบอกเพื่อนเขาว่า

ลองขี่ไปทางหน้าโน่นดูไหม ไฟเยอะดี คนคงจะเยอะ

เพื่อนเขาก็บอกว่า เออ ดี อย่างน้อยก็คงจะได้ขายอีกซักใบสองใบ

ฉันฟังแล้วรู้สึกสะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง

อยากจะเขาสองคนว่า

"พี่คะ หนูว่าพี่อย่าเสียเวลาไปทางโน้นเลย

ที่เห็นไฟเยอะๆ น่ะ มันเป็นแหล่งรวมนักศึกษา

เขามาหาชามุก สตรอเบอรี่คลุกกินกัน

เขามาหาซื้อซองใส่โทรศัพท์กิ๊บเก๋ มาเช่าการ์ตูนไปอ่าน

มาเดินเล่นดูของขายฮิปๆ มาซื้อกาแฟเซเว่น

พวกเขามีเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้มากมาย

เขายังไม่ต้องดิ้นรนหาเงินใช้เอง

ยังไม่รู้จักความรู้สึกจนตรอกที่ต้องหวังพึ่ง "กระดาษแห่งความหวัง"

หนูว่าพี่อย่าไปเลยค่ะ พี่จะเหนื่อยเสียเปล่า"

.

.

แต่ฉันก็ไม่ได้พูดในสิ่งที่คิดออกไป

และผู้ชายสองคนนั้นก็ยังออกแรงปั่นจักรยานเก่าๆ ของเขา

มุ่งหน้าไปยังแหล่งไฟอย่างมีความหวัง

.

.

คืนนั้น

ฉันนึกสงสารเขาสองคนอย่างจริงๆ จังๆ

เขามาจากต่างถิ่นแดนไกล

มาขายล็อตเตอรี่

คืนนี้เขาจะนอนที่ไหน

วันนี้เขาจะขายได้เงินพอที่จะเป็นค่ากินค่าอยู่ของเขาไหม

เขาจะมีลูกเมียที่รอข้าว รอเงินจากเขาไหม

ฯลฯ

.

.

และคืนนั้น

มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า

ถึงฉันจะไม่มีรถเก๋งขับ

ไม่ร่ำรวยอย่างเพื่อนๆ

แต่ฉันก็มีชีวิตที่ดี มีอนาคตที่ดีกว่าผู้ชายสองคนนั้นมากโขพะเรอเกวียน

มันจึงเป็นคืนที่ฉันนอนหลับลงไปพร้อมๆกับ

ความรู้สึกเห็นใจ สงสาร โล่งใจ ปล่อยวาง

วนเวียนกันอยู่ในสมองของฉัน

.

.

หลังจากคืนนั้นอีกสามสี่ปี

ฉันได้ใช้รถยนต์คันเก่าของแม่ เพราะแม่เกิดอุบัติเหตุแขนหัก

พอหายดีแล้วก็ไม่สามารถขับรถเก๋งคันนี้ได้ เพราะมันไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์

ฉันจึงได้รับมรดกมาใช้ต่อ

.

.

 และตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้

ก็นับเป็นเวลาหลายปีที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะหลัก

ยามาฮ่า เบลล์ ก็จอดทิ้งไว้บ้านบ้าง ให้น้องใช้บ้าง พ่อเอาไปใช้บ้างเป็นครั้งคราว

และฉันก็ต้องยอมรับว่า

ฉันติดความสะดวกสบายนี้แล้ว

หน้าฝนก็ไม่ต้องหยุดจอดรถมาสวมเสื้อกันฝน

หน้าหนาวก็ไม่ต้องทนหน้าชาเพราะลมหนาวพัดหน้า

หน้าร้อนก็ไม่ต้องตากแดดหน้าเกรียม

แถมยังสบายเพราะมีแอร์เย็นฉ่ำอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก

.

.

ฉันลืมการขี่มอเตอร์ไซด์ไปหลายปีจริงๆ

จนกระทั่งวันที่ไปแม่ฮ่องสอน

หลังจากที่ขี้เกียจเอารถยนต์ออกไปไหนมาไหนแล้ว

ก็คิดว่า น่าจะเช่ามอเตอร์ไซด์มาขี่ดีกว่า

หลังจากที่ขบวนแห่จองพาราเสร็จสิ้น

กลับมาถึงที่พัก อาบน้ำเรียบร้อย ดูนาฬิกาก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่า

แต่ไอ้ลูกหมาก็ยังไม่ยอมนอน

ด้วยความเสียดายค่าเช่ามอเตอร์ไซด์วันละ 200

เลยชวนพ่อไอ้ลูกหมาไปขี่มอเตอร์ไซด์รอบเมืองกัน

เช่ามาทั้งทีก็ขี่ให้คุ้ม

.

.

เราสามคน

อันได้แก่พ่อไอ้ลูกหมาเป็นคนขี่ ไอ้ลูกหมานั่งกลาง ฉันนั่งซ้อนท้าย

ดูๆไปก็เหมือนกับใน FWD MAIL

ที่มีพ่อแม่ไซส์ยักษ์นั่งประกบลูกตัวจิ๋วเหมือนแซนวิชนั่นแหละ

เหมือนเดี๊ยะ

.

.

เราสามคน

ขี่มอเตอร์ไซด์ตระเวนรอบเมืองแม่ฮ่องสอน

อากาศเริ่มเย็น ลมเย็นๆ พัดผ่าน

ไอ้ลูกหมาแหงนหน้ามองพระจันทร์บนฟ้า

แล้วชี้มือเรียกให้ฉันกับพ่อมันดูกันใหญ่

เราขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านชาวบ้านที่ทะยอยออกมาจากเทศบาล

หลังจากที่การแข่งขันมวยจบลง

เราขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านวัยรุ่นที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ต

เราขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านไปเห็นตำรวจกำลังนำตัวชายขี้เมาขึ้นรถ

เราขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าบ้านหนุ่มในฝันของฉันที่เปิดไฟสว่าง

(อ้างอิงจากไดวันที่ 24 ตุลา)

ฉันพูดกับพ่อไอ้ลูกหมาว่า

กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้ซ้อนมอเตอร์ไซด์กันอย่างนี้

.

.

ตั้งแต่ที่ฉันเริ่มใช้รถเก๋งของแม่

จนกระทั่งเราสองคนไปถอยรถกระบะมาอีกคันเพื่อใช้งาน

เราสองคนก็แทบไม่มีโอกาสได้นั่งมอเตอร์ไซด์ด้วยกันอย่างนี้เลย

เราได้เห็นแต่เสี้ยวหน้าของกันและกัน

มีแต่เสียงฉันที่คอยเตือนให้เขาระวังรถคันโน้นคันนี้ ระวังอย่าขับรถเร็ว

แต่คืนนั้น

ฉันได้นั่งกอดไอ้ลูกหมาที่กอดหลังพ่อมันแน่น

ได้เห็นแผ่นหลังกว้างของพ่อไอ้ลูกหมา

ได้ความรู้สึกเก่าๆ กลับมา

ได้รู้สึกว่าเราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกครั้ง

.

.

ได้นั่งรถยนต์มันก็ดี

ได้ตากแอร์เย็นๆ ทั้งเช้าทั้งเย็น

ไม่ต้องเปียกเวลาฝนตก

ไม่ต้องหนาวเวลาลมหนาวพัดผ่าน

ไม่ต้องร้อนเวลาพระอาทิตย์ส่องแสงแรง

.

.

แต่มันก็แลกกับอะไรหลายอย่างๆ

อะไรหลายอย่างที่เป็นสิ่งละเอียดอ่อน

และเป็นสิ่งที่จรรโลงให้ชีวิตของฉัน

เป็นคนที่ละเอียดอ่อน มีน้ำจิตน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

และรักใครๆ มากกว่าทุกวันนี้

.

.

บรื้น บรื้น

     Share

<< ทางเดินเล็กๆ-19- เก็บตก >>

Posted on Tue 30 Oct 2007 0:09

-23- รูป "กว่าแหล่แม่ฮ่องสอน" เสร็จซะที
-22- เหงาและใจหาย
-21- ของขวัญวันเกิด
-20- ตัดสินใจ
-19- เก็บตก
บรื้น บรื้น
ทางเดินเล็กๆ
กลับมาแล้ว
แอบปลื้ม
การเดินทางอันยาวนาน
กระดาษแผ่นเล็ก


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

อ่านไดนี้เลยเพิ่งรู้ที่มาของผมทรงตั้งกระบัง 555
iamlek   
Thu 1 Nov 2007 8:01 [3]

อ่านทีแรกก็คิดว่าชั้นกะแกคนละรุ่นกันแน่ๆ พอลงท้าย เฮ้ย ทำไมทันรุ่นยามาฮ่าเบล ฟระ ไหงงั้น ก๊ากๆ

อ่านแล้วอารมณ์ดีจัง ความหลังฟุ้งกระจาย อ่านจบไปปั๊มนมดีกว่า คิคิ

ป.ล. รถมอไซคันแรกของชั้นคือคาวาซากิ แมกซ์ 100 แกทันป่าว ฮ่าๆๆ
จ   
Tue 30 Oct 2007 12:39 [2]

เออว่ะ ไม่ได้ขี่มอไซซ้อนท้ายเอกนานละ ครั้งสุดท้ายที่ได้ขี่ยังไม่มีลูกเลยอ่ะ ได้กอดหลังกว้างๆ อบอุ่นดีเนอะ

เหอ เหอ เหอ
กิ   
Tue 30 Oct 2007 9:53 [1]