นักเขียนคนโปรด

 

ฉันชอบเขียนหนังสือ

เคยตั้งเป้าหมายชีวิตตอนเด็กๆ ว่าอยากเป็นนักเขียน

(ครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นนักบินอวกาศด้วย)

จำได้ว่าตอนอยู่ป.6

เอากระดาษสมุดที่ได้รับแจกฟรีมาตัดแล้วเย็บเป็นเล่มเล็กๆ

(สมัยก่อนเขาจะแจกสมุดฟรี เป็นกระดาษบางๆสีขาวเข้มและขุ่น ตีเส้นสีฟ้าแอ๋นๆ หน้าปกเป็นกระดาษสีน้ำตาลหยาบๆ มีรูปนักเรียนหญิงในชนบทสวมรองเท้าแตะ กำลังย่อตัวรับสมุดแจกจากในหลวงและพระราชินี ปกหลังจะเป็นรูปแผนที่ประเทศไทยและเนื้อเพลง "เราสู้" มั่ง "สุดแผ่นดิน" มั่ง ด้านล่างเป็นตารางแม่สูตรคูณแม่ 1 ถึง แม่ 12 บางเล่ม หน้าปกเป็นรูปลายเส้นรูปผู้ชายนั่งชันเข่าเอามือกุมท้ายทอย ตัวผอมจนเห็นแต่กระดูก แล้วมีข้อความข้างใต้ว่า "หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต")

กระดาษที่ตัดประมาณ 1/4 ของกระดาษสมุดก็เอามาเย็บ

สมัยก่อนไม่มีแม็กซ์เย็บกระดาษ ก็ร้อยด้ายใช้เข็มนี่แหละร้อยเข้าเป็นเล่ม

เล่มหนึ่งมีซัก 8 หน้า

มีบทบรรณาธิการด้วย

มีการ์ตูน 1 หน้า (ให้น้องชายวาด)

มีนิยายด้วย เขียนได้ 1 หน้าก็มีอ่านต่อหน้าอื่น แล้วสุดท้ายก็อ่านต่อฉบับหน้า

มีคอลัมน์บ.ก.ตอบปัญหาด้วย

เพราะความใฝ่ฝันแรกของฉันคือ

เป็นคนตอบจดหมาย

เขียนคำถามเอง

ตอบเอง

ทั้งๆ ที่เป็นฉบับปฐมฤกษ์ก็ดันมีจดหมายจากผู้อ่านอีกนะ

-__-"

.

.

เขียนเสร็จ เย็บเล่มเสร็จก็ได้เวลาขาย

บังคับให้น้องชายกับเพื่อนน้องที่อยู่บ้านติดกันซื้อ

เล่มละ 50 สตางค์

เป็นนิตยสารที่ออกถี่ที่สุดในโลก

เพราะออกทุกวัน

แต่ทำได้วันสองวันก็เลิก

แม่ด่า

น้องไปขโมยเงินมาจ่ายค่าหนังสือ

555

.

.

ประสบการณ์การอ่านของฉันก็คงจะเหมือนลูกครูทั่วๆไป

ทุกบ้านต้องรับสกุลไทย

ขวัญเรือน

สตรีสาร

บ้านครูคนไหนไม่มีนิตยสารเล่มใดเล่มหนึ่งในนี้

ถือว่าเป็นครูประชาบาลที่ไม่สมบูรณ์แบบ

.

.

แต่ที่บ้านฉันพิเศษขึ้นไปอีกหน่อย

แม่รับหนังสือใกล้หมอด้วย

นักเขียนคนเดียวในนิตยสารใกล้หมอที่ฉันชอบคือ

.

.

ทายซิ

ว่าเป็นใคร

.

.

จ้างให้ก็ทายไม่ถูก

ลุงปุ๊ - รงค์ 'วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) นั่นเอง

จำได้ว่าเรื่องสั้นที่ทำให้ฉันติดอกติดใจ

เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเลง

ที่มากินเหล้าในร้านเหล้า

ลุงปุ๊บรรยายถึงนักเลงคนหนึ่งใช้ไม้จิ้มฟัน

แคะขี้ฟันเหลืองอ๋อย

อะไรประมาณนี้

อ่านไปก็จะอ้วกไป

เพราะบรรยายจนเห็นภาพ

ฉันติดอกติดใจมาก

เป็นนักเขียนที่ชื่นชอบเลย

ทั้งๆ ที่อ่านไม่รู้เรื่องหรอก

.

.

ลุงปุ๊เป็นนักเขียนหนึ่งในหลายคนที่ฉันชอบในวัย 12 ปี

ต่อมาก็ได้อ่านหนังสือเล่มโต

ชื่อ "กฏแห่งกรรม" ที่คุณ ท.เลียงพิบูลย์เขียน

เล่มใหญ่ชนิดที่เอ็นไซโคพีเดียยังอาย

เป็นเล่ม 2 ของชุดกฏแห่งกรรม

มีเรื่องต่างๆ 50-100 เรื่อง

ส่วนเรื่องลำดับที่ 1-50 ฉันไม่ได้อ่าน เพราะไม่มีเล่ม 1

.

.

เรื่องที่ชอบมากๆ ในชุดกฎแห่งกรรม ก็มีหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องการล้างป่าช้าที่วัดสะแก จังหวัดอะไรก็จำไม่ได้

เขาจะเล่าถึงพิธีกรรมการล้างป่าช้า ที่อาสาสมัครจะเข้าร่วมพิธีประพรมน้ำมนต์

รับเสื้อยันต์ไปใส่ ก่อนที่จะเชิญเซียนมาประทับทรงแล้วจะจับไม้ที่เป็นสองง่าม

ไม้นั้นก็จะพาไปชี้ยังจุดที่มีศพฝังอยู่

บางครั้งก็วิ่งไปทางถนน ซึ่งไม่น่าจะมีศพ

แต่ก็มีจริงๆ

บางครั้งก็วิ่งไปทางแม่น้ำ

บางครั้งก็วิ่งไปชี้ซ้ำที่เดิมถึงสองครั้งสามครั้ง

และทุกครั้งที่ขุดดินลึงลงไป ก็เจอโครงกระดูกจริงๆ อย่างที่เซียนบอก

และมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น

คืออยู่ๆ ดี ก็เกิดวิญญาณอาละวาด จนเซียนมาประทับร่างชายจีนคนหนึ่ง

มาปราบลงได้

.

.

อีกเรื่องที่จำได้คือ

เรื่องของชายคนหนึ่ง

มาหลงรักสาวเชียงใหม่สองคน

ชื่อบัวแก้ว บัวคำ

เหมือนกับเรื่องพระเพื่อนพระแพง

แต่ก็ถูกขัดขวางเพราะแม่ไม่ชอบ

จนสุดท้ายบัวแก้วบัวคำตายไป

ชายคนนั้นก็ครองตัวเป็นโสดจนอายุมาก

มาล่องเรือจนพบกับคนที่เล่าเรื่องนี้

.

.

อีกเรื่องหนึ่ง

เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งไปประมูลซื้อเปียโนเก่าที่พังแล้วมา

แล้วพบว่าใต้คีย์บอร์ดมีซองจดหมายสีน้ำตาลปึกใหญ่ซ่อนอยู่

เมื่อเขาเปิดอ่านจึงได้อ่านเรื่องราวความรักของครูคนหนึ่งที่แสนเศร้า

ชายคนนั้นมีคนรักอยู่แล้ว

แต่เขาถูกผู้หญิงเจนสังคมคนหนึ่ง มอมเหล้า

และจับให้เขารับผิดชอบกับลูกในท้อง

เขาเข้าใจว่าเขาทำให้เธอท้องจริง

จึงจำเป็นต้องเลิกกับคนรักและมาแต่งงานกับผู้หญิงเจนสังคมคนนี้

แต่ต่อมา ภรรยาเขาก็เสียชีวิตแล้วบอกความจริงกับเขา

ส่วนตัวเขาก็ได้แต่เลี้ยงลูกสาวที่ไม่ใช่ลูกของตนจนอายุได้ 5 ขวบ

เขาก็เจ็บหนัก จึงส่งข่าวให้คนรักเก่ามาหา

และฝากฝังให้เป็นลูกเลี้ยงของเธอ

คนรักเก่าของเขาซึ่งเป็นครูก็ได้รับเลี้ยงอย่างดี

จนเด็กหญิงคนนั้นเติบโตและเป็นคนกตัญญูรู้คุณ

.

.

อ้อ อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมาก

คือเรื่องคนที่เคยตาย วิญญาณเคยเดินทางไปนรก

ตายแล้วฟื้น อะไรประมาณนั้น

สนุกมากๆ

.

.

ที่บ้านฉัน ยังมีนิยายผีอีกเล่มที่รักมาก

"ปีศาจของไทย"

ของครูเหม เวชกร

ครูเหมวาดรูปได้น่ากลัวสุดๆ

คำบรรยายในเรื่องก็น่ากลัวมาก

ส่วนใหญ่จะเป็นบรรยากาศของพระนครเมื่อประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา

ตัวเอกที่มีบทบาทในเล่มนี้หลายตอนชื่อ "นายทองคำ"

ถ้าเป็นคนจริง

นายทองคำ ก็จะเป็นผู้ชายที่ซวยที่สุดในโลก

เจอผีมาตั้งแต่เด็กจนแก่

.

.

เรื่องแรกที่เปิดตัวนายทองคำคือเรื่อง

"ไปฝังศพ"

นายทองคำอายุซัก 8-9 ขวบ

สมัยนั้นโรคห่ากำลังระบาด มีคนตายไม่เว้นวัน

ชาวบ้านจะหามศพไปฝัง เวลาที่ศพผ่านหน้าบ้าน

ยายของทองคำก็จะรีบบอกทองคำและพี่สอนให้รีบปิดหน้าต่าง

แต่ทองคำก็แอบส่องดูตามรูบ้าน

วันหนึ่งขณะที่ทองคำนอนกลางวันก็ได้ยินเสียงร้องตกอกตกใจที่หน้าบ้าน

มีญาติห่างๆ มาบอกว่า "น้าอั๋น" ตายแล้ว

น้าอั๋นนั้นเป็นญาติห่างๆ ทองคำชอบไปหาน้าอั๋น เพราะน้าอั๋นทำว่าวเก่ง

ญาติคนนั้นมาบอกว่าจะฝังศพน้าอั๋นเสียค่ำนี้ ให้รีบเดินทางไปร่วมศพ

ยายถามว่าทองคำจะไปด้วยไหม ถ้าไม่ไปก็อยู่บ้าน

แต่ทองคำไม่กล้าอยู่บ้านคนเดียว จึงตัดสินใจไปด้วย

กว่าจะนั่งเรือไปถึงบ้านศพก็เย็น กว่าจะตกลงกันได้ก็เกือบค่ำ

ฉันจำได้ว่ามีบทบรรยายหลายบทที่ฉันจำได้ขึ้นใจ

"ยายแก่คนหนึ่งคร่ำครวญขึ้นมาอย่างน่าชัง...

โธ่เอ๋ยพ่อคุณ ตายทั้งทีจะสวดให้สักคืนก็ไม่มี"

อะไรประมาณนี้

แล้วก็ตอนที่ขบวนเรือนำศพไปป่าช้า

เมื่อใกล้ถึงฝั่ง เรือก็หนักขึ้นมา

ฝีพายคนหนึ่งก็บ่นขึ้นว่า "เอ๊ะ ทำไมหนักอย่างนี้"

อีกคนหนึ่งก็จุปากแล้วปรามว่า อย่าพูด ก็เพราะเขามารับพวกเขาน่ะสิ

ทองคำก็ขนลุกเกรียวเมื่อมานึกถึงว่า

ตอนนี้เหล่าปีศาจกำลังมานั่งเต็มลำเรือเพื่อมาต้อนรับน้องใหม่

.

.

แล้วทุกคนก็เข้าไปในป่าช้า

ทองคำขอเฝ้าเรือเพราะไม่กล้าตามไปป่าช้า

แต่ก็เป็นการคิดผิดเพราะไม่นานทั่วบริเวณก็มืดสนิท

ขณะที่ทองคำกำลังคิดว่าจะวิ่งเข้าไปป่าช้าด้วยจะดีไหม

ก็มีชายคนหนึ่งอุ้มเด็กในห่อผ้าตรงมาหา

แล้วบอกว่าขอฝากลูกไว้กับทองคำหน่อย

เขาจะไปตามเมียที่ไปฝังศพ

ทองคำจะขอตามไปด้วย แต่เขาก็บอกว่า อุวะ เด็กแดงๆ จะไปป่าช้าได้ยังไง

ทองคำก็เลยต้องอุ้มเด็กคนนั้นรอ

แต่ก็ดีที่ยังมีเด็กเป็นเพื่อน

ไอ้เด็กคนนี้มันก็น่ารักดี แต่พอมันร้องไห้แล้วทองคำก็เริ่มอยู่ไม่สุข

ว่าจะทำยังไงดีให้มันเงียบ

แต่สักพักเสียงอุแว้ๆ ก็กลายเป็นเสียงหัวเราะคิกๆ

พอทองคำก้มไปดูใกล้ๆ

หน้าเด็กทารกคนนั้นก็กลายเป็นหน้ายายแก่เคี้ยวหมากเปรอะไปหมด

ทองคำกลัวจนเป็นลมสลบไป

(ฉันก็ขนลุกไปด้วยขณะที่พิมพ์ ไม่น่าเล่าเลย...ฉัน...)

.

.

นี่เป็นเรื่องเปิดในชุดปีศาจของไทยเท่านั้น

ความซวยของทองคำยังมีอีกมากมาย

ตั้งแต่มีข่าวว่าน้าอั๋นไปเข้าฝันว่าจริงๆ ยังไม่ตายให้ไปขุดขึ้นมา

พอขุดขึ้นมาก็กระดุกกระดิกได้จริงๆ แต่แววตาไม่ใช่น้าอั๋นคนเดิม

และตั้งแต่น้าอั๋นฟื้นขึ้นมาก็มีคนตายไม่เว้นแต่ละวัน

มีทองคำคนเดียวเท่านั้นที่แอบเห็นว่า น้าอั๋นที่เป็นอัมพาตต้องนอนแซ่วอยู่ในศาลา

พอตกกลางคืนก็ลุกขึ้นเผ่นแผล็วไปไหนต่อไหน

และสุดท้ายผีดิบน้าอั๋นก็ฆ่าพ่อตัวเองตาย

ยายจึงต้องอพยพทั้งทองคำและพี่สอนข้ามไปอยู่ฝั่งกระโน้น

(ฝั่งไหนไม่รู้เหมือนกัน)

.

.

และทองคำก็ยังเจอปีศาจน้าอั๋นนั่งโลงพายเรือมาขึ้นบน

และเดินตรงมาหาทองคำที่แอบดูที่รูฝาบ้าน

และพอยายตาย ต้องไปอาศัยอยู่กับพ่อหมอ ญาติห่างๆ

พ่อหมอคนนั้นก็ดันเป็นหมอผี ทองคำต้องตามไปเป็นผู้ช่วยทำพิธีไล่ผี

และเจอผีมาหลอกถึงบ้านอีก

พอโตเปนหนุ่มขึ้นมาหน่อย ไปอยู่กับญาติที่ชานเมือง

อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ ก็เจอผีรถไฟหลอกอีก

จนเป็นหนุ่ม ไปทำงานก็เจอผีเจ้านายมาหลอกถึงบ้าน

จนระเห็จไปสมัครงานที่ใหม่

ก็ดันไปยื่นจดหมายแนะนำตัวผิดบ้าน

บ้านหลังที่ทองคำเข้าไปนั้น ดันเป็นบ้านเจ้าคุณที่เก็บศพตั้งแต่พ่อเจ้าคุณ เมียเจ้าคุณ

ลูกชายเจ้าคุณ และลูกสาวอีก 5 คนไว้ในบ้าน

จนห้องสุดท้ายที่เก็บศพไว้ก็คือศพเจ้าคุณนั่นเอง

ทองคำก็กระโจนออกมาจากหน้าต่างกระจกไปตกยังคูน้ำบ้านข้างๆ

และได้รับความเมตตาให้ไปทำงานเป็นคนใช้กึ่งเลขาของเจ้าคุณอะไรอีกที่

ก็มาเจอผีหลอกกลางวันอีก

แต่คราวนี้วิญญาณของผู้หญิงที่ชื่อ "รำเพย" ก็ได้เป็นเมียของทองคำ

ทองคำมีเมียเป็นผีอยู่ไม่นาน

รำเพยก็ต้องไปเกิด

จนไปอยู่ในแดนของวิญญาณ พาทองคำไปท่องเมืองผี

จนไปเกิดใหม่

จนทองคำแก่ จึงได้พบกับรำเพยที่มาเกิดใหม่

.

.

เรียกว่า ต้นร้ายปลายดี ว่างั้นเหอะ

.

.

อีกเรื่องในเล่มปีศาจของไทยที่ชอบมากๆ

ก็คือเรื่อง ผีปอบที่สิงแม่ของบานเย็น

สนุกมาก

แต่ขี้เกียจเล่าละ

เผื่อใครอยากจะอ่านเองจะได้ไม่เสียอรรถรส

.

.

นิยายชุดที่ชอบมากกกก อีกชุดหนึ่งคือ

ชุดสามเกลอ พล-นิกร-กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต

อ่านสนุก ขำโคตรๆ

อ่านไปก็หลงรักคุณพล พัชราภรณ์ไป

(แก่แดดจริงๆ อายุสิบกว่าขวบแอบชอบผู้ชาย!)

ขำกับพฤติกรรมบ้าๆบอๆของนิกร การุณวงศ์

ตลกกับความอวดรวย ฉีกแบงค์เป็นว่าเล่นของเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้

หมั่นไส้กับความขี้เห่อฝรั่งของดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

อยากถีบคนใช้ที่ชื่อแห้ว

และสงสารลุงเชย ลุงของคุณพลเป็นอย่างยิ่ง

และตอนหลังก็ได้รู้ว่า สำนวนว่า "ลุงเชย" ก็มาจากนวนิยายชุดสามเกลอนี่เอง

.

.

นอกจากหนังสือเป็นเล่มพวกนี้แล้ว

ฉันยังชอบอ่านนวนิยายเรื่อง "คาวน้ำค้าง" ของคุณกฤษณา อโศกสิน

นางเอกชื่อปูนหอม ถูกล่วงเกินทางเพศตั้งแต่เด็ก

สำหรับฉันที่อายุ 14-15 แล้ว

มันเป็นเรื่องที่หวือหวามากๆ

(ก็เลยชอบอ่าน :P)

.

.

ตอนเรียนม.ต้น-ม.ปลาย

ฉันอ่านเรื่องสั้น นวนิยายในสกุลไทยแทบทุกเรื่อง

เรียกว่าพัฒนาการการอ่านนั้นล้ำหน้ากว่าเพื่อนๆ ทุกคน

แต่พอเรียนปริญญาตรี

นวนิยายของคุณป้ากฤษณา คุณทมยันตี คุณหญิงว.วินิจฉัยกุล ฯลฯ

เป็นอันลาขาด

หันไปอ่านนวนิยายชวนฝันของจามรี พรรณชมพู, วลัย นวาระ ฯลฯ แทน

เรื่องประเภทที่นางเอกบริสุทธิ์ผุดผ่อง

มีฐานะธรรมดา ปานกลางถึงยากจน

มีหน้าอกอึ๋ม เอวคอด และมีเสน่ห์ยั่วยวนผู้ชายโดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

ผู้ชายนั้น มักจะหล่อราวกับเทพบุตรกรีก

ถ้าไม่เป็นหม่อมเจ้า หม่อมหลวง

ก็จะเป็นอาจารย์ เจ้าของฟาร์ม เจ้าของไร่ เจ้าของบริษัท

รูปร่างสูงใหญ่ กำยำ หน้าอกแน่นเป็นมัดๆ

มักจะมีท่าทีเย็นชากับนางเอก

หรือไม่ก็มีเรื่องให้ผิดใจกันจนต้องทะเลาะกันบ่อยๆ

ถึงจะเย็นชายังไง แต่พอถึงจุดระเบิดอารมณ์

พระเอกก็จะคว้าตัวนางเอกมาจูบอย่างรุนแรงและอ่อนโยนในเวลาต่อมา

ฉันเขียนแพทเทิร์นนิยายประโลมโลกย์มาแล้วว่า

แต่ใน 1/3 แรกของเล่มจะต้องขโมยจูบนางเอกมาแล้ว

พอถึงช่วงที่ 2 ของเล่มก็จะต้องลวนลาม ไม่จับนม จับแก้ผ้า ก็ต้องกอดตัวเปล่า

อะไรประมาณนั้น

แต่สุดท้าย ช่วงที่ 3 ก็เกือบจะได้เสียกัน

แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำอะไรจนกว่าจะถึงหน้าสุดท้าย

.

.

สมัยเรียนปี 1 ปี 2

ฉันอ่านๆๆๆๆๆๆ นิยายพาฝันพวกนี้แหละ

ลืมป้ากฤษณาและป้าๆ คนอื่นๆ ไปเลย

สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบในนิยายพาฝันเหล่านี้ก็คือ

คนเขียนชอบแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับวงการฮอลลีวู้ดมาใส่ในเรื่องเสมอๆ

บางครั้งแทรกเป็นสิบๆหน้า!

และแน่นอน เรื่องราวเหล่านั้น ฉันเกิดไม่ทันหรอก

มีพอคุ้นๆ ชื่อบ้างก็อย่างร็อด ฮันสัน อลิซาเบธ เทย์เลอร์ อะไรแบบนี้

ไม่มีแบรด พิทท์ แองเจลีน่า โจลี่ หรอก

แม้ว่าจะมีเรื่องราวให้น่าเม้าท์แค่ไหนก็ตามที

ป่านนี้คนเขียนมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ฉันยังไม่รู้เลย!

.

.

แต่วิถีการอ่านของฉันก็กลับเข้าระบบอีกครั้ง

เมื่อได้คลุกคลีกับอาจารย์ป๋าและรุ่นพี่อีกหลายคน

จริงๆ แล้วช่วงปี 1 ฉันชอบงานเขียนของลุงคำสิงห์ ศรีนอก

หรือลาว คำหอม มากเลยแหละ

เพราะเรื่องสั้นชุด ฟ้าบ่กั้น มีเรื่องที่ใช้บ้านเกิดฉันเป็นฉากด้วย

มีตัวละครเจ๊กริ้วอยู่ในเรื่องนั้นด้วย รู้สึกจะชื่อเรื่อง "ไพร่ฟ้า"

เจ๊กริ้วนี่ฉันยังเคยเห็นตอนเด็กๆ

เป็นอาแปะขาพิการที่เปิดร้านขายของชำในตลาด

ตอนนี้ลูกๆ ของแกก็ยังขายของและเปิดกิจการเดินรถอยู่ที่อำเภออยู่เลย

ฉันเคยเขียนบทความประมาณว่า บ้านเกิดฉันในวรรณกรรม

ลงในขวัญเรือนเมื่อหลายปีมาแล้ว

อ้างอิงถึงงานเขียนของคุณป้ากฤษณา ลุงคำสิงห์ คุณ ท.เลียงพิบูลย์

และจากบทความชิ้นนี้นี่เอง

ที่ทำให้ลุงคำสิงห์เข้ามาทักฉันในงานเลี้ยงนักเขียนของขวัญเรือนปีหนึ่ง

เพราะปีนั้นฉันจับฉลากได้เตารีด คุณนิเวศน์ กันไทยราษฎร์ประกาศชื่อให้ไปรับรางวัล

ลุงคำสิงห์ก็อุตสาห์จำฉันได้นะ

พอฉันเดินกลับมาที่โต๊ะ

ลุงคำสิงห์ก็เดินมาหาแล้วบอกว่า ลุงได้อ่านงานของหนูด้วย

โห ดีใจสุดๆ

แต่จนถึงบัดนี้ ยังไม่ได้ไปแอ่วบ้านลุงตามคำเชิญเลยค่ะ

และคุณลุงคงจำหนูไม่ได้แล้วละมั้ง

.

.

นักเขียนอีกคนหนึ่งที่ชอบมากๆ เรียกว่าคลั่งใคล้เลยก็ว่าได้

ก็คือ "อุษณา เพลิงธรรม" หรือคุณประมูล อุณหธูป

ผู้ที่มีสำนวนภาษาสวิงสวายที่สุดในประเทศไทย

คุณสุวรรณี สุคนธาก็เป็นศิษย์ก้นกุฏิของคุณประมูล

ลุงปุ๊ รงค์ วงษ์สวรรค์ก็ได้ต้นแบบภาษาจากคุณประมูล

เกจินู้ดก็ได้แรงบันดาลใจจากการเขียนของคุณประมูล

แต่ใครๆ ก็ใช้ภาษาได้ไม่สวยเท่ากับคุณประมูลเลย

แค่ชื่อเรื่องสั้น 7 เล่มที่ฉันพยายามจนเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อหามาอ่านและเก็บนั้น

ก็แทบจะระทวยแล้ว

"เสพสมบ่มิสม"

"ฤจะเริดรมเยศ"

"สิเกลศจะโลดเถลิง"

"สเริงระบำดำรู"

"พรูควั่งถั่งนรกแลสวรรค์"

"ตราบเดือนตะวันฟั่นฟ้าแลดิน"

"เพียงประคิ่นแหล่งหล้าบารนี"

.

.

พระเจ้าจอร์จจจจจจ คิดได้ไงเนี่ย

นวนิยายที่ลือชื่อของคุณประมูลก็คือ "เรื่องของจัน ดารา"

จำได้ว่าไปค้นหนังสือเกี่ยวกับวงการนักเขียนเก่าๆ ของอาจารย์ป๋า

มีเล่มที่คุณประมูลโต้กับแม่ชีท่านหนึ่งด้วย

วาทะเด็ดที่คุณประมูลกล่าวไว้ก็มีประมาณว่า

"หนังสือของผมไม่เหมาะกับพวกมือถือสาก ปากถือศีล"

โต้กับแม่ชีเลยนะเนี่ย!

.

.

อาจารย์ป๋าเคยเล่าในห้องเรียนว่า

คุณประมูลละเอียดละออกับต้นฉบับของตัวเองมาก

ชนิดที่เขียนหรือพิมพ์ดีดแล้วเว้นวรรคกี่จุด คนตรวจปรู๊ฟมักจะไม่ค่อยใส่ใจ

คุณประมูลก็จะลงเว็บกำกับว่าต้องเว้นตรงนี้ไปกี่เคาะ

จุดตรงนี้กี่จุด

ห้ามเปลี่ยนสำนวนภาษา ห้ามเปลี่ยนตัวสะกด

.

.

ช่วงหนึ่งของชีวิต

(สมัยเรียนนั่นแหละ และเป็นช่วงที่คิดว่าตัวเองติสต์สุดๆ นั่นแหละ)

เคยหลงผิด คิดตามกระแสของคนที่กระหายอยากเป็นคนวรรณกรรมว่า

ใครที่ไม่เคยผ่านหนังสือเยาวชนสองเล่มนี้

ไม่ควรเรียกตัวเองว่าเป็นนักอ่าน

และไม่สมควรจะถูกจัดเป็นคนในแวดวงวรรณกรรม

หนังสือสองเล่มนั้นคือ

1. เจ้าชายน้อย

2. ต้นส้มแสนรัก

.

.

ฉันก็เอาบ้างสิ

ไปควานซื้อหนังสือสองเล่มนี้

ตรงไหนเป็นวาทะเด็ด เป็นต้องใช้ปากกาขีดเส้นใต้

ให้ใครๆที่มาอ่านทีหลังได้รู้ว่า

หูยยย ฉันลึกซึ้งนะว้อย

ตรงไหนวาทะเด็ดเป็นปรัชญาชีวิตนี่

ฉันเข้าใจนะว้อยยย

ไปไหนมาไหน คุยกันถึงหนังสือสองเล่มนี้

เป็นต้องชูคอผยองว่าฉันก็อ่านมาแล้ว

เป็นหนังสือเล่มโปรดเลย

อองตวน แซงแต็ก ซูเปรีเนี่ย หูยยยย นักเขียนคนโปรดเลย

คนบ้าไรเขียนหนังสือสนุกสุดยอดดดดด

ปรัชญาลึกซึ้งมากกกกก

กินใจสุดๆๆๆๆๆ

.

.

ทั้งๆที่ อ่านไปก็งงไป

.

.

ทั้งๆ ที่ตอนนี้ถ้าถามว่าชอบเจ้านายน้อยไหม

จะตอบว่า

"ไม่อ่ะ อ่านไม่รู้เรื่องว่ะเฮ้ย เกินสติปัญญา"

.

.

และถ้ามีใครถามฉันในวันนี้

วันที่อายุล่วงเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (ไม่อายปากเล้ย)

วันที่มีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากมาย

วันที่ชีวิตเสี้ยวหนึ่งได้ทำงานวรรณกรรมแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

วันที่บอกตัวเองได้ว่าไม่ต้องให้มีใครมาเรียกว่าเป็นคนในวงวรรณกรรม

วันที่ไม่ต้องมีใครมาขอลายเซ็นบนปกหนังสือ

วันที่ไม่ต้องใส่ยูนิฟอร์มของนักเขียนยุคแสวงหา

(เสื้อยืดตราห่านคู่ กางเกงยีนส์เก่าๆ หรือกางเกงเล รองเท้าแตะคีบนันยาง สะพายกระเป๋าผ้าฝ้ายใบเก๋ มีไดอะรี่เล่มหนาเหน็บปากกาดินสอไว้ตลอด)

วันที่ไม่จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศให้รู้สึกว่าเป็นนักเขียนถึงจะทำงานได้

(โต๊ะกลม เก้าอี้หวาย เครื่องพิมพ์ดีดซักเครื่องหรือโน้ตบุ๊กก็ได้แล้วแต่กำลัง กาแฟซักแก้ว รูปถ่ายทิวทัศน์หรือรูปฮิปๆ เก๋ๆ เต็มโต๊ะ ดินสอเหลาแหลมเปี๊ยบสี่ห้าแท่งกลิ้งบนโต๊ะ มีเปลผูกใต้ต้นไม้อยู่ไม่ไกล อาจจะมีพัดลมตัวเล็กๆ เก่าๆ อยู่ข้างๆ ก็จะมี และที่สำคัญควรจะมีชั้นหนังสือซักตู้สองตู้เป็นแบ็กกราวด์อยู่ด้านหลัง)

วันที่ชีวิตจำเป็นต้องทนดูการ์ตูนจากช่อง 53 ของทรูวิชั่นส์มากกว่าจะได้อ่านหนังสือ

(อันนี้ตามใจเจ้านาย)

วันสารพัดวัน

ฯลฯ

.

.

ในวันนี้

ถ้ามีใครถามฉันว่า นักเขียนคนโปรดของฉันคือใคร

ฉันก็บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า

คุณอุษณา เพลิงธรรม

ครูเหม เวชกร

คุณป.อินทปาลิต

คุณท.เลียงพิบูลย์

ฯลฯ (อีกหลายท่านที่เป็นนักเขียนไทย)

และฉันก็ชอบงานอ่านของนักเขียนไทยมากที่สุด

เพราะนอกจากจะอ่านเข้าใจแล้ว

ฉันยังซาบซึ้งและเข้าถึงงานเขียนเหล่านี้ได้ดีที่สุด

เพราะมันถูกจริตฉันที่สุดแล้ว

.

.

แต่ใครที่ชอบนักเขียนต่างชาติคนไหน

ฉันก็ไม่ได้ว่านะ

เพราะจริตใครจริตมัน

.

.

ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

 

     Share

<< แสงไฟในหุบเขาอยากร้องไห้ >>

Posted on Wed 17 Oct 2007 21:20

กลับมาแล้ว
แอบปลื้ม
การเดินทางอันยาวนาน
กระดาษแผ่นเล็ก
อยากร้องไห้
นักเขียนคนโปรด
แสงไฟในหุบเขา
แม่แจ่มกับเจโตะ
ลมหนาว
บ้าน
คิดถึงเธอแทบใจจะขาด


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

มาชื่นชม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ และชื่นชม


ไม่รู้จะพูดคำอะไรดีอ่ะ นอกจากคำนี้
ป้าพัด   
Wed 17 Oct 2007 21:42 [1]