แม่แจ่มกับเจโตะ

 

เมื่อวานนึกถึงแม่สลองแล้วมีพาดพิงถึงแม่แจ่ม

วันนี้ก็เลยคิดถึงแม่แจ่มขึ้นมาบ้าง

แม่แจ่มเป็นอำเภอเล็กๆ ในหุบเขา

อาจจะไม่โด่งดังเท่าปาย

แต่แม่แจ่มก็มีมนต์เสน่ห์ของแม่แจ่ม

อย่างที่ที่ไหนก็เทียบไม่ได้

.

.

.

ฉันรู้จักแม่แจ่มครั้งแรกก็เกือบสิบปีที่ผ่านมา

ได้ข่าวว่าเขาจะมีงานจุลกฐินกันช่วงต้นหนาว

พี่ๆ กลุ่ม NGO ชวนไปเที่ยวแม่แจ่ม

ฉันซึ่งเป็นคนแพ้ดอยอย่างแรง ทั้งๆที่เป็นคนดอยแต่กำเนิด

ก็นึกหวั่นวิตกว่าจะรอดไหมนี่

ใครๆ ก็บอกว่าทางขึ้นแม่แจ่มโหดมาก

ทั้งคดเคี้ยว แคบ ชัน

.

.

.

 

แม่แจ่มกับเจ ตะ

 

ฉันนั่งรถไปกับครอบครัวของพี่ที่เป็น NGO คนหนึ่งขึ้นไปบนดอย

ได้ความรู้มากมายจากการเดินทางครั้งนั้น

พี่เขาบรรยายไประหว่างทางว่าป่าสนสองใบ สนสามใบต่างกันอย่างไร

และบอกให้ฉันได้รู้ว่าป่าสนเข้าแถวนั่นน่ะ ถึงจะมองดูสวยเพราะเป็นระเบียบ เป็นแถว เป็นแนว

แต่มันก็ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านลำบากมากขึ้นยามที่น้ำหลาก

ระหว่างทางขึ้นดอยอินท์ ยังไม่ถึงด่านสอง

ทุกคนในรถเริ่มรู้สึกวิงเวียนคลื่นเหียนจะคายของเก่าออกกันทุกคน

พี่เขาเลยจอดรถอยู่ริมทางให้ไปสูดอากาศกันให้หายคลื่นไส้

“จันสี” สาวปาเกอะญอที่นั่งรถไปด้วยเรียกพวกเราไปดูดอกไม้ดอกหนึ่ง

.

.

.

มันเป็นดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นช่อ

ขนาดใหญ่พอควร ความยาวช่อน่าจะประมาณฝ่ามือของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

ดอกแต่ละดอกจะมีก้านดอกยาวติดกับช่อ

ดอกสีขาวเล็กๆ เหล่านั้นมีเกสรยื่นยาวออกมาจากกลีบดอกที่ห้อมล้อมอยู่

ดอกแต่ละดอกจะติดอยู่ด้วยกันเป็นช่อ คล้ายๆ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

จันสีบอกว่าชาวปาเกอะญอเรียกดอกไม้นี้ว่า “ดอกเจโตะ”

.

.

.

ชื่อเพราะราวกับอิมพอร์ตมาจากแดนซากุระ

แต่มันเป็นดอกไม้ป่าที่ใครได้เห็นก็ต้องหลงใหลในความงามจนต้องเด็ดกลับบ้านไปทุกคน

จันสีเล่าว่ามีนิทานของชาวปาเกอะญอเกี่ยวกับดอกเจโตะด้วย

นิทานเรื่องนั้นเล่าว่า

ครั้งหนึ่งมีหญิงสาวชาวปาเกอะญอคนหนึ่ง

เธอมีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เหลือทน

หนุ่มไหนก็ไม่สน

เพื่อนสาวในหมู่บ้านของเธอมีคนรัก มีสามีกันหมด

ยกเว้นหญิงสาวคนนี้

เธอน้อยใจในโชคชะตาของเธอเหลือเกิน

เธอจึงเดินเข้าไปในป่า

แล้วผูกเชือกห้อยกับต้นไม้

ก่อนที่เธอจะโหนตัวห้อยลงมา เธอได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

“ชาตินี้ ข้าอาภัพ เกิดมาก็ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ ชาติหน้าฉันใด ขอให้ข้าได้เกิดมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาที่งดงาม ใครเห็นเป็นต้องหลงรักข้าทุกผู้ทุกคนเถิด”

แล้วเธอก็โหนตัวลงมาจากกิ่งไม้และตายดับไป

.

.

.

คำอธิษฐานของหญิงสาวอาภัพคนนี้บังเกิดผล

เธอได้เกิดใหม่เป็นดอกไม้ที่ชื่อเจโตะ

ในชาตินี้ ไม่ว่าใครที่ได้เห็นดอกเจโตะในป่า

เป็นต้องเก็บติดตัวกลับออกมาด้วยทุกครั้งไป

.

.

แต่ถ้าใครได้เข้าป่าแล้วบังเอิญเจอ

ก็อย่าเด็ดมานะจ๊ะ

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวจ้ะ

แค่ชื่นชมแล้วคิดถึงเรื่องราวของหญิงสาวชาวปาเกอะญอคนนี้ก็พอแล้ว

.

.

.

เฮ้ย...ยังไม่ได้เข้าแม่แจ่มเลย

ไปๆ ขึ้นรถไปผจญกับโค้ง แคบ ชันกันต่อ

พอผ่านด่าน 2 ไปไม่กี่สิบเมตรก็มีทางแยกซ้ายมีป้ายพร้อมลูกศรบอกว่า “อำเภอแม่แจ่ม”

เฮ้ย...แน่ใจนะว่าเป็นถนนเข้าอำเภอ

ทำไมมันแคบและชันยิ่งกว่าถนนเข้าสวนของปู่ฉันเสียอีกเนี่ย

และนับตั้งแต่กิโลเมตรนั้น ท้องไส้ฉันก็ไม่เป็นปกติไปตลอดทาง

ใครที่เมารถคงจะเข้าใจ

ความรู้สึกกระอักกระอ่วน พิพักพิพ่วนในท้อง

ของเก่าที่กินเข้าไปมันเคลื่อนขึ้นเคลื่อนลงระหว่างคอหอยกับกระเพาะ

ทำไงได้หลวมตัวไปกับเขาเสียแล้วนี่

หมากฝรั่ง ลูกอมที่เตรียมมาเป็นอันขายดี มีแต่คนขอ

แม้แต่พี่เจ้าของรถที่กำลังขับ

“เฮ้ย พี่ขอลูกอมเม็ดหนึ่งสิ จะอ้วกว่ะ”

อ้าว...O_O

.

.

.

แม่แจ่มกับเจ ตะ

แม่แจ่มกับเจ ตะ

 

ในที่สุด พวกเราก็ถึงแม่แจ่มโดยสวัสดิภาพทั้งคนและรถ

เจ้าของรถคงจะโล่งใจที่สุดที่ไม่มีใครอ้วก ไม่งั้นก็คงต้องล้างรถกันหนัก

ถึงหนทางจะทำให้ร่างกายย่ำแย่

แต่พอไปถึงที่หมาย

บ้านไม้หลังใหญ่บ้านพี่นุสและอากาศเย็นๆของต้นหนาว

ก็ทำให้ความพะอืดพะอมนั้นหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ห้องน้ำบ้านพี่นุสเก๋ไก๋สุดชีวิต

ห้องน้ำชั้นบนกับชั้นล่างอยู่ตรงกัน มีช่องหนึ่งเปิดโล่งหากัน

มีไว้ให้ยื่นสบู่กันด้วย

ห้องน้ำชั้นบนเปิดโล่ง

อาบลมห่มฟ้าของจริง

สมัยนั้นใครเห็นก็กรี๊ดกันลั่น

แต่ตอนนี้เห็นได้เกือบทุกรีสอร์ทในปาย (ไปตามอ่านรีวิวในเว็บต่างๆ มา ยังไม่เคยไปหรอก)

.

.

การไปเยือนแม่แจ่มครั้งแรกของฉัน

นอกจากพี่ๆ ที่ไปด้วยกันแล้ว

ยังมีพี่ช่างภาพและทีมงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ไปทำสกู๊ปให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. อีกด้วย

การไปเยือนแม่แจ่มครั้งแรกของฉัน

จึงไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเย็นๆ ใจอย่างเดียว

แต่ไปเป็นนางแบบด้วยนะจ๊ะ จะบอกให้

.

.

.

พี่ๆ ทีมงานการท่องเที่ยวฯ หอบเอาเมาเท่นไบท์ไปด้วย 2-3 คน

จะไปถ่ายรูปทำคอลัมน์ ปั่นไปเที่ยวไป (เฮ้ย ล้อเล่น)

คอลัมน์ชื่ออะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว

แต่เขาหอบจักรยานไปแล้วกะว่าจะไปหาเหยื่อข้างหน้า

ซึ่งทริปนั้น ฉันนี่แหละที่เป็นเหยื่อ

.

.

แม่แจ่มกับเจ ตะ

แม่แจ่มกับเจ ตะ

 

รุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง

ฉันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเป็นนางแบบจำเป็น

ต้องตื่นมาแต่งหน้า ทำผม

....

เอ่อ ไม่ใช่ละ

พี่ๆ เขาขอให้ใส่เสื้อยืดประจำคอลัมน์เขาทับเสื้อกันหนาวของฉันอีกทีหนึ่ง

สวมหมวกแหลมๆ ทรงลูกรักบี้เหมือนที่เขาแข่งตรู เดอ ฟรองค์นั่นแหละ

แล้วก็หอบรถ หอบนางแบบขึ้นกระบะท้ายเพื่อไปหาโลเคชั่น

อย่าคิดว่าจะได้เห็นหน้าฉันถนัดถนี่

เพราะพี่ๆ เขาไปจอดอยู่ตรงตีนเขา

แล้วชี้ให้ฉันกับนางแบบจำเป็นอีกคนหนึ่งดูทางชันข้างหน้า

ฉันและนางแบบอีกคนหนึ่งต้องปั่นจักรยานขึ้นไปบนเนินนั้น

แล้วปั่นลงมา เพื่อพี่ช่างภาพจะถ่ายรูป

เอ่อ...พี่คะ

.

.

ไอ้เนินเนี่ย บ้านหนูเรียกว่าดอยแล้วนะคะ

.

.

แต่พี่เขาก็หาฟังคำโอดครวญของฉันไม่

ฉันก็เลยต้องเข็นเมาเท่นไบท์ขึ้นดอยไปจนถึงจุดที่จะปล่อยตัว

แต่ขณะที่กำลังจะเริ่มปั่นลงดอยมานั้น

.

.

เฮ้ย..พี่ ไอ้รถถีบนี่มันเบรกยังไงอ่ะ

ตลอดชีวิตเคยถีบแต่จักรยานแม่บ้านเฟสสันอ่ะ พี่

.

.

แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

พี่นางแบบอีกคนปั่นลิ่วๆ ลงดอยไปแล้ว

ทิ้งให้ฉันค่อยๆ ประคับประคองรถถีบลงดอยไปด้วยหน้าซีดเผือด

อืม...ช่างภาพตั้งกล้องอยู่ห่างไปครึ่งกิโล

จะเห็นหน้าฉันเท่าหัวไม้ขีดไหมวะเนี่ย

???

และนิตยสาร อ.ส.ท. เล่มที่พี่เขาบอกว่าจะมีหน้าฉันโผล่อยู่นั้น

ฉันก็ไม่เคยได้เห็นมันเลย

ตกลง พี่หลอกหนูหรือเปล่าคะ?

หลอกให้หนูปั่นจักรยานแทบตาย เพื่อพี่จะได้โคลสอัพไปที่จักรยานหรือเปล่าคะ?

หรือกลัวว่าสปอนเซอร์จะถอนตัวเพราะเห็นหน้าหนูคะ?

อิอิ

.

.

แม่แจ่มกับเจ ตะ

 

อดีตก็คืออดีต

สิบปีก่อนได้เป็นนางแบบขี่เมาเท่นไบท์

ถ้าเป็นตอนนี้

จะให้เป็นนางแบบก็ยังได้นะ

แต่เป็นนางแบบให้รถพ่วงฮีโน่น่ะ

ฮ่าๆ

.

.

.

นับจากครั้งแรกที่ได้ไปเยือนแม่แจ่ม

ฉันก็ได้เข้าไปอีกหลายครั้ง

(อ้าว จะไม่เล่าอะไรอีกแล้วเรอะเนี่ย?)

บางครั้งก็ไปร่วมงานจุลกฐิน

บางครั้งก็ไปงานยี่เป็ง

บางครั้งก็ไปทำบุญยกช่อฟ้าวัดยางหลวง

บางครั้งก็ไปร่วมงานบวชรุ่นพี่ที่แม่แจ่ม

บางครั้งก็ไปร่วมงานค่ายเยาวชน

บางครั้งก็ไปเยี่ยมพระ

บางครั้งก็ไปช่วยชาวบ้านที่โดนน้ำป่าถล่ม

กี่บางแล้วเนี่ย

.

.

แม่แจ่มกับเจ ตะ

แต่ไม่ว่าจะกี่บางกี่หนา

ทุกครั้งที่ไปแม่แจ่ม

ก็ได้แต่ความสุขกลับมาทุกครั้ง

ทุ่งนาเขียวขจีที่กลายเป็นทุ่งสีเหลืองทองอร่าม

เนินดอยที่เป็นไร่ข้าวโพดทั้งผืน เหลืองแอร่มไม่แพ้ทุ่งบัวตอง

ถนนลูกรังแคบๆ และสูงชันที่ไปบ้านลัวะ

ถนนลาดยางที่คดเคี้ยว

บางช่วงโผล่ขึ้นไปถึงยอดเนินก็ต้องรีบหักพวงมาลัยเพราะมันเป็นโค้งหักศอก

อากาศที่หนาวเหน็บไม่แพ้บ้านเกิดของฉัน

ชานบ้านพี่นุสที่เวลาขนที่นอนมานอนอยู่กลางชาน

แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า

ก็จะเห็นดวงดาวนับพันนับหมื่นกระพริบระยิบระยับละลานตา

สระว่ายน้ำธรรมชาติที่เกิดจากตาน้ำที่อยู่ระหว่างทางไปบ้านลัวะ

พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ยทุกคนที่ทักทายและปฏิบัติกับพวกเราเหมือนลูกเหมือนหลาน

เขียนถึงแล้วก็อยากจะไปเยือนอีกครั้ง

.

.

แม่แจ่มกับเจ ตะ

 

นี่ก็ปาเข้าไปปีที่ 4 แล้วที่ไม่ได้เข้าไปแม่แจ่ม

ปีนี้ ถ้ามีโอกาสคงจะได้พาไอ้ลูกหมาหน้าแป้นไปเยือนบ้าง

.

.

.

ไอ้ลูกหมาคนที่คาดว่าแม่มันคงจะสวยนั่นแหละ

ฮ่าๆ

 

 

 

 

 

     Share

<< ลมหนาวแสงไฟในหุบเขา >>

Posted on Mon 15 Oct 2007 0:07

การเดินทางอันยาวนาน
กระดาษแผ่นเล็ก
อยากร้องไห้
นักเขียนคนโปรด
แสงไฟในหุบเขา
แม่แจ่มกับเจโตะ
ลมหนาว
บ้าน
คิดถึงเธอแทบใจจะขาด
ความงามอยู่ตรงไหน
ของเก่ามาเล่าใหม่


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

อ่านเพลินเลย

บางตอนต้องอ่านไปด้วย ... อมยิ้มไปด้วย


อิอิ
ป้าพัด   
Sat 20 Oct 2007 0:16 [6]

คุณนัดไม่อัพบล๊อคแล้วเหรอคะ ก็ว่าหายไปไหนนานเลย
JJH   
Tue 16 Oct 2007 21:59 [5]

เทสต์ไอคอนใหม่
   
Mon 15 Oct 2007 21:58 [4]

555 อ่านเม้นท์ของคุณนัดแล้ว น่ารักจังค่ะ
.....
.....

อืมมม งั้นเอางี้ละกันนะคะ
ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ
ขอให้คุณนัดเป็น "พี่"ของจูนละกันนะคะ
เผลอๆ เราอาจจะไล่ๆกันก็ได้น้า
แต่ไม่อยากขัดศรัทธาค่ะ
เพราะช่วงนี้ได้ยินคำว่า"น้อง"จากคนรู้จักน้อยเหลือเกินค่ะ กระหายๆๆๆ ก๊ากกก
จูนเองอีกทีค่า   
Mon 15 Oct 2007 15:27 [3]

ภาพสวย ภาษาสวย จะมาแอบอ่านบ่อยๆ ค่ะ ^^
nuka   
Mon 15 Oct 2007 10:03 [2]

เห็น แล้วอยากไปเที่ยวเลยค่ะ
ชอบจริง ๆ ธรรมชาติ แบบนี้
smilealways   
Mon 15 Oct 2007 8:48 [1]