ลมหนาว

สองสามวันที่ผ่านมาฝนตกมาบ้าง เว้นช่วงบ้าง

วันนี้ตอนบ่ายๆ ก็ตกมาอีกห่าใหญ่

พอตกเย็น อุณหภูมิก็เย็นลงอย่างรู้สึกได้

ขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปซื้อของที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน

เป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีนะนี่ที่ได้ขี่มอเตอร์ไซด์

ลมเย็นๆ ปะทะหน้า

ทำให้รู้ตัวว่า

ลมหนาวกำลังมาเยือนแล้ว

.

.

.

พูดถึงหน้าหนาว

ก็ทำให้คิดถึงบ้านเกิด

ตอนฉันยังเป็นเด็ก ยังจำได้ดีว่าหน้าหนาวที่บ้านฉันนั้นมันหนาวเหน็บเพียงใด

ตอนเช้าหมอกจะโรยตัวมาแผ่คลุมจนแทบมองอะไรไม่เห็น

ได้ใส่เสื้อกันหนาวไหมพรมตัวหนาไปโรงเรียน

ช่วงไหนหนาวจัด

ครูก็จะอนุญาตให้ใส่กางเกงวอร์มซ้อนข้างใน

ผู้ชายยังดี ใส่กางเกงนักเรียนข้างนอกแล้วใส่กางเกงวอร์มทับ

แต่ผู้หญิงนี่สิ ใส่กางเกงวอร์มข้างในแล้วสวมกระโปรงทับข้างนอก

เท่ไม่แพ้ซูเปอร์แมนเลย ให้ตายเถอะ

.

.

.

เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ

หมอกจะลงจัดจนมองอะไรแทบไม่เห็นเลย

บางครั้งร้องเพลงชาติคร่องจังหวะ

เร็วบ้าง ช้าบ้าง กระตุกบ้าง

เพราะมองไม่เห็นว่าธงชาติขึ้นไปสูงแค่ไหนแล้ว

บางครั้งคนเชิญธงชาติต้องรีบสาวเชือกให้ทันจังหวะก็มี

.

.

เออ พูดถึงเรื่องเชิญธงชาติ

ข้องใจมาตั้งแต่ประถมจนถึงบัดนี้

ทำไมต้องให้ผู้หญิงกับผู้ชายไปเชิญธงชาติเป็นคู่ด้วย

ไม่เข้าใจ

ทั้งๆ ที่ให้ผู้หญิงขึ้นไป ก็ใช่ว่าจะได้ทำอะไรมากมาย

ส่วนใหญ่ผู้ชายทั้งนั้นที่เป็นคนสาวเชือก

ผู้หญิงมีหน้าที่จับเชือกไว้เฉยๆ

เหยียดเพศผิวพรรณหรือเปล่านี่

.

.

ผู้หญิงก็มีหัวใจนะ

อยากจะเชิญธงชาติเหมือนกันนะ

หึ

.

.

กลับมาเข้าเรื่อง

หน้าหนาวที่บ้านเกิดฉันนี่มันหนาวจริงๆนะ

บางวัน 10 โมงเข้าไปแล้ว หมอกยังไม่จางเลย

บางวันเรียนในห้องแทบไม่ได้

ครูก็จะให้ออกไปเรียนข้างนอก

ไปนั่งกันเป็นแถวอยู่หน้าเสาธงบ้าง

ไปนั่งเรียนที่สนามบาสบ้าง

ไปนั่งเรียนที่สวนหย่อมบ้าง

สนุกสนานยิ่งนัก

เพราะแทบทุกห้องก็จะออกมาเรียนข้างนอกเหมือนกันหมด

ได้เห็นหน้ารุ่นพี่ที่แอบชอบยิ่งมีความสุข

หุหุ

.

.

.

แต่พอออกมาจากหมู่บ้าน

มาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่

หมอกที่เคยลงหนาที่คุ้ยเคยมาตลอดชีวิต

ก็หาดูแทบไม่ได้

ที่ว่าหนาวในเมือง ก็ไม่ได้สักเสี้ยวของความหนาวที่บ้าน

อยากจะเห็นหมอกหนาๆ

อยากจะสัมผัสความหนาวเย็นจนถึงที่สุด

ก็ต้องขึ้นไปบนดอย

.

.

.

แต่มีอยู่อำเภอหนึ่งที่หนาวใกล้เคียงกับบ้านเกิดของฉันมาก

อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ไปทีไรก็ทำให้คิดถึงบ้านทุกที

.

.

แต่วันนี้ไม่มีรูปแม่แจ่มมาฝากหรอก

เพราะไม่ได้คิดจะเขียนถึงแม่แจ่มมาก่อนหน้านี้ เลยไม่ได้เตรียมรูปไว้

ตั้งใจจะเขียนถึงหมอกหนาว ดอกไม้งามบนดอยแม่สลองต่างหาก

ใครอยากดูรูปแม่แจ่มต้องรอไปก่อน

.

.

.

ฉันไปดอยแม่สลองเมื่อปีที่แล้วด้วยความบังเอิญ

จริงๆ คือจะไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ตั้งใจจะไปพัก(ฟรี)ที่บ้านพี่ทรงเดช ทิพย์ทอง

ศิลปินดังอีกคนหนึ่งของเชียงรายและประเทศไทย

เพราะพี่เดชเป็นรุ่นพี่ของสามี และเป็นอาของน้องผู้ช่วยวิจัย

.

.

.

แต่ไม่ได้ไปนอนบ้านพี่เดชอย่างใจคิด

เพราะพี่เดชมีโปรแกรมจะไปนอนบนดอยแม่สลอง

เลยชวนฉันและครอบครัวไปด้วย

ไม่เคยเกรงใจใครอยู่แล้ว...

.

.

.

ไม่ช่ายยยย

เพราะสนิทกันต่างหาก เลยตกปากรับคำว่าไปก็ไป พี่

ถึงไหนถึงกัน

ว่าแต่ว่า...จะไปนอนที่ไหนล่ะ

พี่เดชบอกว่าไปนอนบ้านพี่ตั้ม ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์อีกคนหนึ่ง

ที่ไปลงหลักปักฐานอยู่บนดอยแม่สลองมานานกว่าสิบปี

อืมม...

โชคดีอะไรจะปานนั้น

เพิ่งอ่านข่าวพี่แกจากหนังสือพิมพ์อยู่หยกๆ

ว่าแกเพิ่งขายศิลปะเป็นเงินประมาณ 8 หลัก!

เผื่อจะได้ไปเก็บเศษเฟรมแกมาประมูลขายมั่ง

ฮ่าๆ

.

.

.

ขับรถตามกันไปจากแม่จันจนถึงดอยแม่สลอง

ก็บ่ายแก่เหนียงยานพอดี

พี่ตั้มจึงชวนทุกคนไปเที่ยวพระธาตุ....

ขอโทษด้วยจริงๆ ที่จำชื่อพระธาตุองค์นั้นไม่ได้

.

.

ทางขึ้นสวยมาก

ทางลาดยางอย่างดี

แต่ ชันมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

มากจนแทบเป็นลม

ดีที่รถพี่ตั้มเป็นโฟร์วีลและเป็นคนพื้นที่

จึงขับขึ้นอย่างชำนาญ

ระหว่างทางที่ผ่านไป

รถกระบะหลายคันต้องจอดทิ้งไว้ข้างทาง

แล้วคนในรถต้องเดินขึ้น

เพราะรถขึ้นไปไม่ไหว

รถบางคันต้องเลี้ยวกลับกลางทาง

.

.

ฉันซึ่งรู้ตัวดีว่าน่าจะเป็นโรคกลัวความสูง

ก็นั่งหน้าซีดปากสั่นอยู่หน้ารถ

ถ้านั่งกระบะท้าย

สงสัยจะได้ตายก่อนที่จะได้เห็นความงามของดอยแม่สลอง

.

.

ลมหนาว

เป็นพระธาตุที่งดงามมากจริงๆ

ทั้งองค์พระธาตุและทิวทัศน์รอบข้าง

ก็สมควรอยู่ที่จะมาตั้งอยู่บนที่สูงชันขนาดนี้

ใครที่ไม่มีศรัทธาจะขึ้นไปจริงๆ

ก็คงไม่ได้เห็น

.

.

 

ลมหนาว

ข้างบนนั้นลมพัดแรง

ลมหนาวตีหน้าจนชา (อย่าให้ฉันได้ตีคืนนะยะ)

ที่ผ่านมาเมื่อครู่กลัวความสูงจนแทบสลบ

แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันสวยจนแทบสลบเอาเหมือนกัน

.

.

ลมหนาว

เมืองเล็กๆ บนยอดดอยดูสงบเงียบ

ยามที่แสงอาทิตย์ได้อำลาไปจากขอบฟ้า

แสงไฟแต่ละดวงจากบ้านข้างล่างนั้นก็สว่างไสวขึ้นทีละดวงๆ

เทือกเขาที่สลับซับซ้อนแล้วค่อยๆ กลืนหายไปกับไอหมอกตรงเส้นขอบฟ้า

มันสวยราวกับภาพฝัน

.

.

ลมหนาว

รู้สึกดีใจจังที่หน้าด้านตามพี่เดชขึ้นมาบนดอยแม่สลอง

ฮ่าๆ

.

.

ค่ำคืนนั้น

พระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงนวลผ่านเมฆฝ้าลงมายังบ้านหลังเล็กๆ บนยอดดอย

บ้านหลังเล็กที่เป็นสตูดิโอแสดงงานของพี่ตั้ม

มุมหนึ่งของลานกลางแจ้ง

กลายเป็นร้านหมูกระทะรอบกองไฟที่อร่อยที่สุดในโลก

ไม่ได้อร่อยเพราะรสชาติของผักปลา

แต่อร่อยกลมกล่อมเพราะถ้อยคำสนทนา

เพราะมิตรภาพดีๆของศรอบครัวศิลปินทั้งสองคน

เพราะความจริงใจใสซื่อของศิลปินชื่อดังทั้งสองคน

.

.

 

ในคืนนั้น รู้สึกดีใจมากกับงานที่ทำ

เพราะถ้าไม่ได้ทำงานนี้

ก็คงไม่มีโอกาสได้มารู้จัก คลุกคลีกับศิลปิน

เพราะก่อนหน้านั้น

ค่อนข้างมีอคติมากมายกับเปลือกของศิลปินหลายคน

แต่ในคืนนั้น

มันทำให้ฉันรู้ว่า

แก่นกับกระพี้มันต่างกัน

.

.

ลมหนาว

รุ่งเช้าของอีกวันที่หนาวเหน็บ

กาแฟ น้ำเต้าหู้ร้อนๆรอท่าอยู่แล้ว

พี่ตั้มซื้อขาหมู หมั่นโถวร้านดังของแม่สลองมาไว้ให้

พวกเรากินให้อิ่มก่อนที่จะขึ้นไปดูความงามของดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย

.

.

พี่ตั้มพาไปดูทิวที่พี่ตั้มเตรียมจะวาดภาพงานชิ้นใหม่

เป็นมุมที่สวยลงตัวจริงๆ

ทั้งๆ ที่บนดอยนั้น ไม่ว่าจะมองไปในมุมไหน

เราก็จะรู้สึกได้ว่ามันสวยเหมือนๆ กันหมด

แต่มุมที่พี่ตั้มเล็งไว้ มันไม่ใช่

มันงามสุดยอด

เลยเข้าใจเลยว่าคำว่า สายตาของศิลปิน

มันเป็นอย่างไร และมันแตกต่างจากสายตาของคนทั่วไปอย่างไร

.

.

ลมหนาว

ปลายเดือนมกราคมปีนี้มีทริปแห่งความทรงจำจริงๆ

และหน้าหนาวนี้

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เราได้เจอกันอีกครั้งแน่ๆ

.

.

แม่สลอง

 

ลมหนาว

     Share

<< บ้านแม่แจ่มกับเจโตะ >>

Posted on Sun 14 Oct 2007 0:42

กระดาษแผ่นเล็ก
อยากร้องไห้
นักเขียนคนโปรด
แสงไฟในหุบเขา
แม่แจ่มกับเจโตะ
ลมหนาว
บ้าน
คิดถึงเธอแทบใจจะขาด
ความงามอยู่ตรงไหน
ของเก่ามาเล่าใหม่
ภาวนา


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

ตามมาจากไดหวานเหมือนกัน นี่ชั้นตกข่าวเหรอเนี่ย ไดชูชกแกไปไหนแล้วชั้นชอบอันนั้น ว่าแต่ว่าฟอนท์กะสีโลโก้แก (เค้าเรียกยังงี้ป่ะฟระ) กะชื่อได ให้ความรู้สึกเหมือนหนังสยองขวัญประมาณ I know what you did in last summer? ประมาณนั้นเลยว่ะ บรึ๋ยยย ฮ่าๆๆๆ
จ   
Sun 14 Oct 2007 11:47 [1]