บ้าน

 

เมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน

ในคืนวันที่ 25 ธันวาคม

นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านเช่าหลังมอ ไม่รู้จะทำอะไรดี

อาอิ เพื่อนญี่ปุ่นที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกันก็มาชวนไปโบสถ์

จะเรียกว่าโบสถ์ก็ไม่ใช่

เป็นเหมือนกับที่สอนศาสนาของชาวต่างชาติ

อยู่ใกล้ๆ กับเทคโนตีนดอย

อาอิบอกว่าไม่เคยมาที่นี่เหมือนกัน

แต่รู้ว่าเป็นที่สอนศาสนา

คิดว่าในวันคริสตมาส ที่นี่คงจะจัดงาน

เลยชวนฉันไปเที่ยว

.

.

.

อาอิ เป็นเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่พูดไทยเก่งมาก

เขียนไทยเก่งมาก

เข้าใจภาษาไทยเก่งมาก

แต่ตั้งแต่ทำวิทยานิพนธ์เรื่องเด็กเร่ร่อน

เธอไปคลุกคลีกับเด็กอาข่าที่ขายพวงมาลัยมากไปหน่อย

ความสามารถทางภาษาไทยก็เลยลดลงๆ

แต่ก็มีความเป็นชนเผ่าเพิ่มมากขึ้นๆ

จนฉันลืมไปเลยว่าเธอเป็นคนญี่ปุ่น

และเธอนับถือคริสต์

.

.

.

จำได้ว่าคืนนั้น ฉันคงจะเป็นคนเดียวที่เป็นพุทธที่ไปอยู่ในตึกแถวนั้น

ทุกคนทั้งไทย ฝรั่ง ล้วนแต่นับถือคริสต์กันทั้งนั้น

ฉันตามไปเพราะไม่เคยเห็น

อยากเห็นอะไรที่ไม่เคยได้เห็นบ้าง

แต่ไปแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ๆฉันจะยืนอยู่ได้ด้วยความมั่นใจ

ทุกคนทำอะไรกันพร้อมเพรียง

มีแต่ฉันคนเดียวที่ทำไม่ได้และเงอะงะ

.

.

.

คืนนั้น บรรยากาศงานก็สนุกดี

แต่ในใจฉันไม่มีความสุขเท่าไหร่

แต่มีหนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนร้องเพลงกัน

อาอิหันมาพูดกับฉันว่า

"อาอิมีความสุขมาก พี่ ที่นี่แหละเหมือนเป็นบ้านของอาอิ

เมื่อกี้ก่อนจะมา อาอิรู้สึกว้าเหว่และเหงามาก

แต่ตอนนี้อาอิมีความสุขมาก เหมือนได้กลับบ้าน"

.

.

เพราะคำพูดของอาอิ ฉันเลยเข้าใจความรู้สึกของชาวคริสต์ขึ้นมาทันที

แต่ตัวฉันเล่า

ฉันเคยรู้สึกซาบซึ้งกับบรรยากาศไหนแล้วรู้สึกว่าอบอุ่นเหมือนบ้านหรือเปล่า

.

.

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นอีก 1-2 ปี

ฉันก็ได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกเช่นเดียวกับอาอิ

ในงานวัฒนธรรมล้านนาที่เพิ่งเกิดขึ้น

เสียงฆ้องเสียงกลองดังทั่วงาน

เสียงปี่เสียงซอที่เคยคุ้นดังตลอดวัน

เด็กน้อยตัวเล็กๆ มาฟ้อนดาบฟ้อนเจิงกันสนุกสนาน

สาวน้อยหลายคนนุ่งซิ่น เกล้ามวยเสียบดอกเอื้อง

ยามที่ได้ชมการแสดง น้ำตาฉันก็คลอเบ้า

และบอกตัวเองว่า

นี่แหละ บ้านของฉัน

.

.

.

หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี

ก็เริ่มเขียนงานเกี่ยวกับงานศิลปะล้านนามากขึ้น

รุ่นพี่ในแวดวงคนหนึ่งบอกฉันว่า

"เธอเอาดีกับล้านนาบ้านเฮาเต๊อะ อย่างเธอนี่ เขียนถึงอะไรที่ถัดจากอำเภอเถินไปแล้ว

มันก็ไม่ดีเท่ากับเขียนถึงล้านนาบ้านเฮา"

.

.

ตอนนั้น ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

แต่เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา

ต้องเขียนบทความหนึ่งที่เป็นการสรุปประวัติศาสตร์ ความเป็นมา

วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมของชาวล้านนา

เขียนเสร็จก็บอกตัวเองได้ว่า

"เออ...ฉันคงจะมีความสุขกับการเขียนถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่สุดแล้วล่ะ เขียนถึงอะไรที่ถัดจากเถินไปนี่ คงจะไม่ได้ความรู้สึกนี้แน่ๆ"

.

.

เมื่อคืน (วันพฤหัส) เป็นคืนเดือนดับ

คนที่บ้านเอาเทียนขี้ผึ้งมาจุดบูชาตามความเชื่อของพวกเราชาวล้านนา

จะจุดในบ้านก็กลัวจะสำลักควันตายกันยกบ้าน

เลยไปจุดที่ระเบียงนอกบ้าน

ยกพระเจ้าไม้ (พระพุทธรูปไม้) ออกไปตั้งเป็นพระประธาน

แล้วจุดเทียนปักไว้รอบๆ

แม้ว่าบ้านของฉันจะเป็นบ้านจัดสรรที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกหลัง

มีผนังเป็นปูน มีพื้นเป็นกระเบื้อง ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วประเทศ ทั่วโลก

แต่การได้ทำอะไรตามวัฒนธรรมของปู่ย่าตาทวด

มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันได้กลับบ้าน

.

.

บ้าน

บ้านที่ไม่ใช่โครงเหล็กก่ออิฐฉาบปูนคุ้มกะลาหัวให้พ้นแดดพ้นฝน

แต่เป็นบ้านที่มีไว้ให้จิตวิญญาณของฉันได้พำนักอาศัย

.

.

เย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา

ไปงานเปิดนิทรรศการศิลปะของศิลปินคนเมืองล้านนา 6 คน

กลับมาถึงบ้าน เปิดสูจิบัตรดู

ก็ตกลงใจว่าจะเขียนถึงงานของอานันท์ ราชวังอินทร์

เริ่มเขียนตั้งแต่เที่ยงคืน

เพิ่งเสร็จตอน 6 โมงเช้า

.

.

บ้าน

เขียนไป น้ำตาก็ไหลไป

ตื้นตันกับงานเขียนของตัวเองซะงั้น

ไม่หรอก...

ที่ตื้นตัน ก็เพราะภาพงานศิลปะของเขามากกว่า

ยิ่งเพ่งพิศ ยิ่งคิด ยิ่งเขียน

ความงดงามทั้งที่ตาเห็น ใจเห็นและสมองเห็นมันก็พรั่งพรู

จนเกิดปีติ

.

.

.

นับเป็นงานเขียนของตัวเองอีกชิ้นหนึ่งที่ประทับใจ

นานๆ ครั้งถึงจะมีเหตุการณ์ประทับใจอย่างนี้ขึ้น

คงเป็นเพราะภาพงานจิตรกรรมของศิลปิน

พาฉันกลับบ้านอีกครั้งกระมัง

.

.

มีใครหาบ้านของตัวเองเจอบ้างหรือยัง?

 

 

     Share

<< คิดถึงเธอแทบใจจะขาดลมหนาว >>

Posted on Sat 13 Oct 2007 6:48

อยากร้องไห้
นักเขียนคนโปรด
แสงไฟในหุบเขา
แม่แจ่มกับเจโตะ
ลมหนาว
บ้าน
คิดถึงเธอแทบใจจะขาด
ความงามอยู่ตรงไหน
ของเก่ามาเล่าใหม่
ภาวนา
First of May


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

อยากปิ๊กบ้านเหมือนกัน ฮือๆ
จี   
Mon 15 Oct 2007 10:01 [1]