คิดถึงเธอแทบใจจะขาด

 

ตั้งแต่เปิดไดนี้

ตั้งแต่เสียเงินเขียนได

รู้สึกขยันจังเลย ฉัน

กลัวจะได้จ่ายค่าไดในราคาแพงเหมือนไดยัยกิ๊บมั้ง (มีพาดพิงๆ)

อิอิ

.

.

.

ว่าจะเริ่มต้นเขียนต้นฉบับ

แต่หลังมาเดี๊ยงเสียก่อน

อยู่ดีๆ ก็เจ็บแปล๊บขึ้นมา

เลยต้องนั่งหลังแข็ง ยืนหลังแข็ง เดินหลังแข็ง

เป็นแฟรงเก้นสไตน์

ฮืออออ

เจ็บหลังว้อย

อย่าเพิ่งเป็นอะไรก่อนไปเก็บข้อมูลแม่ฮ่องสอนนะ

จะแค้นโชคชะตามิรู้วายเลยทีเดียวเชียว

ตั้งความหวังไว้ 3 ปีสำหรับทริปนี้

.

.

.

ชื่อไดวันนี้ไม่ได้คิดถึงใครที่เป็นคน

ไม่ได้คิดถึงแทบใจจะขาดอย่างพาดหัวไว้ด้วย

ตั้งไว้ให้เข้าเป็นชื่อเพลง เป็นเนื้อเพลงแค่นั้นแหละ

(คือตั้งใจไว้ตั้งแต่เขียนไดแรกแล้วว่าจะตั้งชื่อไดแต่ละตอนเป็นชื่อเพลงน่ะ

แต่มันก็เหลวเป๋วไปตั้งแต่ไดที่ 3 แล้วล่ะ)

.

.

.

ที่ว่าคิดถึง

ก็คือคิดถึงความหลังเก่าๆ

เรื่องของเรื่องต้องพาดพิงไปไดหน้าที่แล้ว

ที่ว่าไปซื้อหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่งมานั่นแหละ

แม้ว่ารูปในเล่มจะเปลี่ยนสไตล์ไปจากยี่สิบกว่าปีก่อนที่เคยได้อ่าน

(หลายคนที่เข้ามาอ่านไดวันนี้คงจะยังไม่เกิด หรือเพิ่งคลาน หรือเพิ่งเป็นวุ้น

ฮือออ ทำไมแก่จัง ฉัน!)

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือ...

โฆษณาหน้าหนึ่ง

เป็นโฆษณารีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวภาคกลาง

โอ้แม่เจ้า..(ขอเนียนใช้ศัพท์วัยรุ่นหน่อยเหอะ)

สงสัยตั้งแต่ PR ส่งมาลงโฆษณาในหนังสือเมื่อยี่สิบปีก่อน

ก็ยังคงไม่เปลี่ยนโฆษณาเลยมั้งเนี่ย

PR คนนั้นอาจจะเกษียณไปแล้ว อาจจะไปขายถ่านแล้ว

แต่โฆษณาชิ้นนี้ก็ยังอยู่ยงคงกระพัน

.

.

.

ตั้งแต่ font โฆษณาชื่อรีสอร์ท

ยังเป็น font เดิมๆ ที่โรงแรมต่างๆ นิยมเขียนชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาว(เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน)

ตัวอวบๆ อ้วนๆ ปลายๆ ของตัวอักษรจะเรียวเล็กและม้วนตวัด

รูปที่โฆษณา

เป็นรูปของคนกลุ่มหนึ่งนั่งชมทิวทัศน์อันงดงามของรีสอร์ทอยู่ริมระเบียง

บนโต๊ะมีชายหนุ่มสวมแว่นอันใหญ่มาก(ที่เริ่มวนมานิยมกันในยุคนี้)

แต่ดีไซน์เก่าประมาณยุคของนักดนตรีคนหนึ่งของวงรอยัลสไปร์ทชอบใส่นั่นแหละ

สวมเสื้อยืดคอโปโลแขนยาวลายทาง

และยังมีคนที่นั่งแวดล้อมไม่ต่ำกว่า 3 คนสวมเสื้อแบบเดียวกันแต่ต่างสี

โอ้...นี่มันความนิยมยุคไอ้เจี๊ยบแฟนฉันเลยนี่นา

.

.

.

สาวๆ อีกหลายคนในรูป

ไว้ผมบ็อบ ไดร์ม้วนผมปลายให้งุ้มเข้าไป

ผมด้านหน้าไดร์ม้วนเป็นลอนบอกไม่ถูกว่าเป็นยังไง

แต่แน่ๆ ที่ฉันรู้ถึงมันเป็นทรงผมยอดฮิตยุคที่แม่ฉันยังน้ำหนัก 50 กิโล

และมาก่อนผมทรงกระบังบังเกอร์ยุคที่ฉันเรียนปี 1 ร่วมสิบปี!

.

.

.

เสื้อผ้าของผู้หญิงหลายคนในรูปนั้น

เป็นลายดอกดวงโตๆ

ฉันแทบจะนึกสัมผัสของเนื้อผ้าออกเลยว่า

มันจะออกจะหยาบๆ หน่อยเหมือนผ้าหนังไก่(ใช่ชื่อนี้หรือเปล่าหนอ)

หยาบแต่เบา และใส่แล้วร้อน(ชี้บบบ)

ฉันรู้ดีราวกับมีญาณวิเศษ

ราวกับว่าได้ใส่รองเท้าของโดราเอม่อนแล้วกระโดดเข้าไปในหนังสือเล่มนั้น

ไปร่วมสังสรรค์เฮฮากับกลุ่มหนุ่มสาวกลุ่มนั้น

(ป่านนี้คงอุ้มหลานกันเพลินทั้งกลุ่มแล้วมั้ง)

ฉันรู้ดี

เพราะมันเป็นเสื้อผ้าที่นิยมกันอย่างยิ่งในยุคที่แม่ฉันยังสอนเด็กป.6

(หมายเหตุประเทศไทย – แม่สอนป.6 ก่อนที่จะย้ายไปสอนอนุบาลไม่ต่ำกว่า 10 ปีก่อนที่จะเอิร์ลลี่รีไทร์ และนับจนถึงตอนนี้แม่เอิร์ลลี่มาแล้วร่วม 10 ปี!)

.

.

.

บนโต๊ะของกลุ่มหนุ่มสาวในรูปมีเซาว์อะเบาท์เครื่องหนึ่งวางอยู่

(ณ ปัจจุบัน หลายคนในรูปอาจจะใช้เครื่องช่วยฟังไปแล้วก็ได้)

((วงเล็บที่ 2 – หลายคนที่เข้ามาอ่านไดหน้านี้อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อเซาว์อะเบาท์ก็เป็นได้ ฮืออ ทำไมแก่จังฉัน...))

จากที่ดูในรูป ฉันสันนิษฐานว่า

มันต้องมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผู้ชายตัวโตๆ แน่ๆ

สีมันดำทะมึน เหลี่ยมๆ หนาๆ

ฉันอยากจะฟันธงว่า

มันต้องเป็นเซาว์อะเบาท์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง

ที่ออกจำหน่ายก่อน Aiwa รุ่นเพรียวบาง ไม่ต่ำกว่า 5 ปีเป็นแน่

.

.

.

พอโฆษณาชิ้นนี้

ฉันก็คิดถึงบ้านขึ้นมาแทบใจจะขาด (เริ่มเข้าสู่ประเด็นของชื่อไดวันนี้ละ)

อยากจะกลับไปค้นนิตยสารท่องเที่ยวหัวนี้ที่บ้านแม่

ฉันจะไปค้นโฆษณาของรีสอร์ทแห่งนี้ให้เห็นกับตา

ว่ามันเป็นโฆษณาชิ้นเดียวกัน!!

.

.

.

วันนี้ หลังจากที่หลังเดี๊ยงไปแล้ว

ก็ไม่มีกระจิดกระใจทำงาน เลยไปค้นหนังสือบนชั้นมาอ่าน

เจอนิตยสารเกี่ยวกับกล้องเล่มหนึ่ง

เป็นฉบับของเดือนมีนาคม 2544

6 ปีครึ่งผ่านมา

.

.

ในเล่มมีแต่เรื่องของกล้องฟิล์ม โฆษณาขายกล้องฟิล์ม

มีคอลัมน์ที่เขียนถึงกล้องดิจิตอลอยู่ 2 คอลัมน์

คอลัมน์หนึ่งรีวิวกล้อง Nikon D1x/D1H

ความละเอียด 5.47 ล้านพิกเซล

ราคาไม่ได้บอกไว้

แต่ไม่น่าจะต่ำกว่าแสนหรือสองแสน

.

.

.

อีกคอลัมน์หนึ่ง สัมภาษณ์เจ้าของกิจการถ่ายรูปติดบัตรด้วยกล้องดิจิตอล

ในบทสัมภาษณ์นั้นมันเจือไปด้วยกลิ่นอายของความตื่นเต้น

กับเทคโนโลยีใหม่ทั้งของคนสัมภาษณ์และคนถูกสัมภาษณ์

.

.

พลิกนิตยสารกล้องเล่มนี้อ่านตอนนั่งในห้องน้ำ

(ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ถ่ายรูปประกอบ อิอิ)

ก็ทำให้คิดถึงยุคสมัยนั้น

ยุคที่เก็บเงินหยอดกระปุกทุกวันจนได้เกือบสองหมื่น

ก็เอาไปสู่ขอ F65 มาเชยชม

(จริงๆ อยากได้ F80 แต่ตังค์ไม่ถึง)

.

.

.

อีกคอลัมน์หนึ่ง

เขียนถึงการถ่ายรูปขาวดำและเทคนิคล้างอัด

ที่ต้องใช้ฝีมือระดับเทพ ถึงจะได้ภาพขาวดำดีๆ ออกมาให้เชยชม

.

.

มันเทียบกันไม่ได้เลยกับยุคสมัยนี้

ยุคที่กล้องดิจิตอลตัวละ 5 พัน

แต่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้ ฟังเพลงได้ เล่มเกมส์ได้

บันทึกเสียงได้ ถ่ายภาพขาวดำได้ ถ่ายภาพซีเปียได้

เทคโนโลยีสมัยนี้มันไปเร็วจริงๆ

แต่ในความเร็วของมันนั้น

สิ่งที่ขาดไปก็คือความคลาสสิก

ความทรงจำ

.

.

ความคลาสสิกอย่างที่โฆษณารีสอร์ทและหนังสือกล้องเก่าๆ

ได้ทำให้ใครบางคนที่เข้าสู่วัยกลางคน (ใครวะ)

เมื่อได้เห็น ได้อ่านมันอีกครั้ง

ก็มีความสุขกับอดีตที่เชื่องช้านั้น

อดีตที่คงไม่มีวันเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้อีกแล้ว

.

.

อย่างน้อยก็ทำให้วันที่น่าเบื่อ

วันที่หลังเดี๊ยงจนทำงานไม่ได้อย่างวันนี้

มีความหมายขึ้นมาอีกครั้ง

.

.

.

ว่าแต่ว่าใครบางคนที่เข้าสู่วัยกลางคน

มันใครวะ?

 

 

 

     Share

<< ความงามอยู่ตรงไหนบ้าน >>

Posted on Fri 12 Oct 2007 21:51

นักเขียนคนโปรด
แสงไฟในหุบเขา
แม่แจ่มกับเจโตะ
ลมหนาว
บ้าน
คิดถึงเธอแทบใจจะขาด
ความงามอยู่ตรงไหน
ของเก่ามาเล่าใหม่
ภาวนา
First of May
I Can't Tell You Why


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh